แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.


Messages - siritidaphon

หน้า: [1] 2 3 ... 24
1
ขั้นตอนการจัดฟันเด็ก และการติดอุปกรณ์

การจัดฟันเด็กมีขั้นตอนที่ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างทันตแพทย์จัดฟัน เด็ก และผู้ปกครอง เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างราบรื่นและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด โดยทั่วไปแล้ว ขั้นตอนการจัดฟันเด็กและการติดอุปกรณ์มีดังนี้:

1. การปรึกษาและตรวจสุขภาพช่องปาก:

ทันตแพทย์จัดฟันจะทำการซักประวัติ ตรวจสุขภาพช่องปากของเด็กอย่างละเอียด และสอบถามเกี่ยวกับประวัติทางการแพทย์
ทำการเอ็กซเรย์ (X-ray) เพื่อประเมินสภาพฟัน ขากรรไกร และกระดูกใบหน้า
พิมพ์ปากเพื่อทำแบบจำลองฟัน
ถ่ายภาพใบหน้าและภายในช่องปาก


2. การวางแผนการรักษา:

ทันตแพทย์จัดฟันจะวางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพฟันและขากรรไกรของเด็กแต่ละคน
อธิบายแผนการรักษาให้เด็กและผู้ปกครองเข้าใจอย่างชัดเจน


3. การเตรียมความพร้อม:

หากเด็กมีฟันผุหรือหินปูน จะต้องทำการรักษาฟันผุและขูดหินปูนก่อนเริ่มการจัดฟัน
ในบางกรณี อาจต้องถอนฟันบางซี่เพื่อสร้างพื้นที่ให้ฟันซี่อื่นๆ เคลื่อนที่


4. การติดเครื่องมือจัดฟัน:

ทำความสะอาดผิวฟัน
ติดแบร็กเก็ต (Brackets) บนผิวฟันแต่ละซี่
ใส่ลวดจัดฟัน (Archwire) และยางจัดฟัน (Elastic bands) (ในกรณีที่เลือกการจัดฟันแบบโลหะ)
หรือทำการสแกนฟัน 3 มิติ ด้วยเครื่องสแกนชนิด iTero แล้วทำการวางแผนการเคลื่อนฟันผ่านโปรแกรม ClinCheck เพื่อทำแบบจำลองการเคลื่อนตัวของฟันในช่วงต่างๆ ของการจัดฟัน (ในกรณีที่เลือกการจัดฟันแบบใส)


5. การปรับเครื่องมือจัดฟัน:

เด็กจะต้องมาพบทันตแพทย์จัดฟันเป็นประจำทุก 4-6 สัปดาห์ เพื่อปรับเครื่องมือจัดฟัน
ทันตแพทย์จะทำการปรับลวดจัดฟัน หรือเปลี่ยนยางจัดฟัน เพื่อให้ฟันเคลื่อนที่ไปยังตำแหน่งที่ต้องการ


6. การถอดเครื่องมือจัดฟัน:

เมื่อฟันเรียงตัวได้ตามแผนการรักษาแล้ว ทันตแพทย์จะทำการถอดเครื่องมือจัดฟันออก
พิมพ์ปากเพื่อทำรีเทนเนอร์ (Retainer) เพื่อคงสภาพฟันที่จัดเรียงไว้


7. การใส่รีเทนเนอร์:

เด็กจะต้องใส่รีเทนเนอร์ตามคำแนะนำของทันตแพทย์ เพื่อป้องกันไม่ให้ฟันเคลื่อนที่กลับไปยังตำแหน่งเดิม


8. การติดตามผล:

ทันตแพทย์จะนัดหมายเพื่อติดตามผลการรักษาเป็นระยะ เพื่อให้แน่ใจว่าฟันของเด็กยังคงอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม


ข้อควรจำ:

การจัดฟันเด็กต้องอาศัยความร่วมมือจากเด็กและผู้ปกครองเป็นอย่างมาก
ผู้ปกครองควรดูแลและให้กำลังใจเด็กในการรักษา
การดูแลรักษาความสะอาดช่องปากเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันปัญหาฟันผุและโรคเหงือก
หากผู้ปกครองมีข้อสงสัยเพิ่มเติม ควรปรึกษาทันตแพทย์จัดฟันเพื่อขอคำแนะนำและการรักษาที่เหมาะสม

2
โพสต์ประกาศฟรี / ท่อลมร้อนสำหรับบ้านพักอาศัย
« เมื่อ: วันที่ 31 มีนาคม 2025, 23:24:53 น. »
ท่อลมร้อนสำหรับบ้านพักอาศัย

ท่อลมร้อนสำหรับบ้านพักอาศัยมีหลายประเภท โดยแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกันไป การเลือกท่อลมร้อนที่เหมาะสมจะช่วยให้ระบบระบายอากาศในบ้านทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยยิ่งขึ้น

ประเภทของท่อลมร้อนสำหรับบ้านพักอาศัย

ท่อลมร้อนอะลูมิเนียมฟอยล์:

เป็นท่อลมร้อนที่นิยมใช้กันมากที่สุดในบ้านพักอาศัย
มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย และราคาถูก
เหมาะสำหรับงานระบายอากาศทั่วไป เช่น ระบายอากาศในห้องน้ำ ห้องครัว หรือห้องใต้หลังคา
ไม่ทนต่อแรงดันสูงและไม่ทนต่อการฉีกขาด

ท่อลมร้อนผ้าใบ:

มีความยืดหยุ่นสูง น้ำหนักเบา และติดตั้งง่าย
เหมาะสำหรับงานดูดควัน หรือไอน้ำมันในห้องครัว หรือระบายอากาศในพื้นที่ที่เข้าถึงยาก
ทนต่ออุณหภูมิได้ปานกลาง และไม่ทนต่อแรงดันสูง

ท่อลมร้อน PVC:

มีความยืดหยุ่นสูง น้ำหนักเบา และติดตั้งง่าย
เหมาะสำหรับงานระบายอากาศทั่วไป หรือดูดฝุ่น
ทนต่ออุณหภูมิได้ต่ำ และไม่ทนต่อแรงดันสูงและสารเคมีบางชนิด
ท่อลมร้อนสำหรับเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่:
ใช้สำหรับระบายความร้อนจากเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่
มีทั้งแบบท่อลมร้อนอะลูมิเนียมฟอยล์ และท่อลมร้อน PVC
ควรเลือกท่อลมร้อนที่มีขนาดเหมาะสมกับเครื่องปรับอากาศเคลื่อนที่

การเลือกท่อลมร้อนสำหรับบ้านพักอาศัย

ในการเลือกท่อลมร้อนสำหรับบ้านพักอาศัย ควรพิจารณาจากปัจจัยต่างๆ ดังนี้:

ลักษณะการใช้งาน: เลือกท่อลมร้อนให้เหมาะสมกับลักษณะการใช้งาน เช่น งานระบายอากาศทั่วไป งานดูดควัน หรืองานระบายความร้อนจากเครื่องปรับอากาศ
ขนาด: เลือกท่อลมร้อนที่มีขนาดเหมาะสมกับพื้นที่ที่ต้องการระบายอากาศ
ความยาว: เลือกท่อลมร้อนที่มีความยาวเหมาะสมกับการติดตั้ง
วัสดุ: เลือกท่อลมร้อนที่ทำจากวัสดุที่มีคุณภาพดี ทนทาน และปลอดภัย
ราคา: เลือกท่อลมร้อนที่มีราคาเหมาะสมกับงบประมาณ

คำแนะนำเพิ่มเติม

ควรติดตั้งท่อลมร้อนให้ถูกต้องตามคำแนะนำของผู้ผลิต
ควรทำความสะอาดท่อลมร้อนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการสะสมของฝุ่นละอองและสิ่งสกปรก
หากมีข้อสงสัย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพื่อขอคำแนะนำในการเลือกและติดตั้งท่อลมร้อนที่เหมาะสมกับการใช้งานของคุณ
การต่อท่อลมร้อน ควรต่อให้โค้งขึ้น เพื่อให้ ลมร้อนออกได้สะดวก (​เพราะนิสัยของลมร้อนจะลอยขึ้นบนอากาศเสมอ หาก เราต่อท่อโค้งลงพื้น ก็จะทำให้ ลมร้อนออกไม่สะดวก1 ) 

หาก ใช้กับมุ้งแอร์ ไม่ควรต่อท่อลมร้อน แต่ หาก จำเป็นต้องต่อ ด้วยสาเหตุ ลมร้อนสะสมในห้อง ทำให้คนรอบข้าง ร้อน จึงต้องต่อท่อลมร้อน ปล่อยลมไปทิ้งหน้าต่าง ควร ต่อดังนี้
ท่อลมขนาด 4 นิ้ว เหมาะกับการติดตั้งบนฝ้าเพดานพร้อมกับพัดลมดูดอากาศ เหมาะกับห้อง หรือพื้นที่ขนาดเล็ก ใช้กำลังไฟวัตต์น้อย

หากต้องการลดการสูญเสียพลังงาน ควรเลือกท่อลมที่มีฉนวนกันความร้อน เช่น ท่อลมแบบพรีอินซูเลท หรือเลือกวัสดุที่ช่วยป้องกันการรั่วซึมของอากาศ ความสะดวกในการติดตั้ง พื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านการติดตั้ง เช่น เพดานต่ำ ควรเลือกท่อลมแบบยืดหยุ่นหรือท่อลมผ้า เนื่องจากสามารถปรับเปลี่ยนรูปทรงได้ง่าย

3
โพสต์ประกาศฟรี / Doctor At Home: ธาลัสซีเมีย (Thalassemia)
« เมื่อ: วันที่ 31 มีนาคม 2025, 20:40:46 น. »
Doctor At Home: ธาลัสซีเมีย (Thalassemia)

ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางที่มีสาเหตุจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ชนิดหนึ่ง ทำให้ร่างกายสร้างโปรตีนโกลบิน (ซึ่งเป็นส่วนประกอบของเฮโมโกลบิน*) ที่มีลักษณะผิดปกติ ทำให้เม็ดเลือดแดงของผู้ป่วยมีอายุสั้นและแตกง่าย เป็นผลให้เกิดอาการซีดเหลืองเรื้อรังและมีภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ตามมา

ในบ้านเราพบว่ามีผู้ที่ป่วยเป็นโรคนี้ประมาณร้อยละ 1 และมีทารกเกิดใหม่เป็นโรคนี้ปีละมากกว่า 10,000 ราย

นอกจากนี้ยังพบว่ามีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้ (มียีนผิดปกติแฝงอยู่โดยไม่เป็นโรค แต่สามารถถ่ายทอดให้ลูกหลานได้) ในหมู่คนไทย โดยเฉลี่ยร้อยละ 30-45 ซึ่งจะพบมีอยู่ในทุกภาคของประเทศ สำหรับภาคอีสานจะมีพาหะของธาลัสซีเมียชนิดเฮโมโกลบินอี (haemoglobin E) สูง ส่วนภาคเหนือจะมีพาหะของแอลฟาธาลัสซีเมียมาก

ผู้ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียมักพบว่ามีพ่อแม่พี่น้องเป็นโรคนี้ หรือเป็นพาหะของโรคนี้ร่วมด้วยเสมอ

* เฮโมโกลบิน (haemoglobin) เป็นสารที่ให้สีแดงในเม็ดเลือดแดงประกอบขึ้นด้วยโปรตีนที่เรียกว่า โกลบิน (globin) และเฮม (heme) ซึ่งมีธาตุเหล็กเป็นองค์ประกอบ เฮโมโกลบินมีหน้าที่นำออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย

สาเหตุ

เกิดจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์ ซึ่งสามารถถ่ายทอดต่อ ๆ กันมาจากบรรพบุรุษในลักษณะยีนด้อย (autosomal recessive) กล่าวคือผู้ป่วย (ผู้ที่มีอาการแสดงของโรคนี้) จะต้องรับคู่ยีนที่ผิดปกติมาจากทั้งฝ่ายพ่อและแม่ทั้งสองยีน ส่วนผู้ที่รับยีนผิดปกติมาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว จะไม่ป่วยเป็นโรคนี้และมีสุขภาพเป็นปกติดี แต่จะมียีนผิดปกติแฝงอยู่ในตัวและสามารถถ่ายทอดไปยังลูกหลานต่อไป เรียกว่า พาหะ

เนื่องจากความผิดปกติทางกรรมพันธุ์มีได้หลากหลายลักษณะ โรคนี้จึงแบ่งออกเป็นหลายชนิด

ที่สำคัญมีอยู่ 2 กลุ่ม ได้แก่ แอลฟาธาลัสซีเมีย (alpha-thalassemia) และบีตาธาลัสซีเมีย (beta-thalassemia) ซึ่งเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของยีนในการควบคุมการสร้างโปรตีนโกลบินชนิดแอลฟาและบีตาตามลำดับ ทั้ง 2 กลุ่มนี้ยังสามารถแบ่งเป็นชนิดย่อย ๆ ได้อีกหลายชนิด ซึ่งมีความรุนแรงมากน้อยแตกต่างกันไป ซึ่งเป็นผลจากการจับคู่ระหว่างยีนผิดปกติชนิดต่าง ๆ

อาการ

อาการขึ้นกับชนิดของโรคที่เป็น ซึ่งสามารถแบ่งเป็น 3 ระดับของความรุนแรง ดังนี้

1. โรคธาลัสซีเมียชนิดที่รุนแรงที่สุด ได้แก่ โรคเฮโมโกลบินบาร์ตไฮดรอปส์ฟีทัลลิส (haemoglobin Bart’s hydrops fetalis) เกิดจากยีนที่สร้างโกลบินชนิดแอลฟาขาดหายไปทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถสร้างโกลบินชนิดแอลฟาซึ่งเป็นโกลบินที่สำคัญที่สุดได้เลย แต่จะสร้างเฮโมโกลบินบาร์ตแทนทั้งหมด ซึ่งจะจับออกซิเจนไว้เอง ไม่ปล่อยให้แก่เนื้อเยื่อ ทำให้ผู้ที่เป็นโรคนี้มีความผิดปกติตั้งแต่เป็นทารกในครรภ์มารดา โดยทารกมีอาการบวมน้ำจากภาวะซีดรุนแรง ส่วนใหญ่จะเสียชีวิตตั้งแต่ในครรภ์ ส่วนน้อยเสียชีวิตขณะคลอดหรือหลังคลอดเพียงเล็กน้อย ทารกจะมีอาการซีด บวม ท้องป่อง ตับ และม้ามโต

มารดาที่ตั้งครรภ์ทารกที่เป็นโรคนี้ มักจะมีภาวะครรภ์เป็นพิษแทรกซ้อน มักจะมีการคลอดผิดปกติ และตกเลือดก่อนหรือหลังคลอด

2. โรคธาลัสซีเมียที่มีอาการรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ส่วนใหญ่เป็นบีตาธาลัสซีเมียชนิดโฮโมไซกัส (homozygous beta-thalassemia) และบางส่วนของบีตาธาลัสซีเมียชนิดมีเฮโมโกลบินอี (beta-thalassemia/haemoglobin E) เกิดจากความผิดปกติของยีนที่สร้างโกลบินชนิดบีตา ผู้ป่วยกลุ่มนี้เมื่อแรกเกิดมีลักษณะเป็นปกติ ไม่ซีด จะซีดตั้งแต่อายุ 2-3 เดือน (ในกลุ่มอาการรุนแรงมาก) หรือเมื่ออายุเป็นปีไปแล้ว (ในกลุ่มรุนแรงปานกลาง) อาการสำคัญคือ ซีด เหลือง ตับโต ม้ามโต ตัวเล็กแกร็น น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นหนุ่มเป็นสาวช้า ใบหน้าแปลก (ดังที่เรียกว่า หน้าธาลัสซีเมีย)

กลุ่มที่มีอาการรุนแรงมาก หากไม่ได้รับการรักษาจะมีอายุสั้น (ร้อยละ 50 เสียชีวิตภายในเวลา 10 ปี ร้อยละ 70 เสียชีวิตภายใน 25 ปี)

ส่วนกลุ่มที่อาการรุนแรงปานกลาง อาจมีอายุยืนยาวจนเป็นผู้ใหญ่ สามารถแต่งงานมีบุตรหลานได้

3. โรคธาลัสซีเมียที่มีอาการน้อย ส่วนใหญ่เป็นโรคเฮโมโกลบินเอช (haemoglobin H disease ซึ่งอยู่ในกลุ่มแอลฟาธาลัสซีเมีย) และบางส่วนของบีตาธาลัสซีเมียชนิดมีเฮโมโกลบินอี ผู้ป่วยมีภาวะซีดเล็กน้อย เหลืองเล็กน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงเล็กน้อย การเจริญเติบโตค่อนข้างปกติ ลักษณะใบหน้าปกติ (ไม่เป็นหน้าธาลัสซีเมีย) สุขภาพค่อนข้างแข็งแรงและอายุยืนยาวเช่นคนปกติ โดยทั่วไปมักไม่ต้องมาพบแพทย์และไม่จำเป็นต้องได้รับเลือดรักษา ผู้ป่วยจำนวนมากไม่ทราบว่าตนเองเป็นโรคนี้ และอาจได้รับการวินิจฉัยเมื่อมาพบแพทย์ด้วยสาเหตุอื่น หรือเมื่อมีภาวะแทรกซ้อน เช่น เป็นนิ่วน้ำดี

ผู้ป่วยเฮโมโกลบินเอชบางครั้งอาจเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน (acute hemolysis) ซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อมีไข้จากการติดเชื้อ ผู้ป่วยจะมีอาการซีดลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงจนต้องได้รับเลือด

นอกจาก 3 กลุ่มอาการดังกล่าวแล้ว ยังมีกลุ่มที่ไม่มีอาการ เช่น แอลฟาธาลัสซีเมีย 2 ชนิดโฮโมไซกัส (homozygous alpha-thalassemia 2) เฮโมโกลบินอีชนิดโฮโมไซกัส (homozygous haemoglobin E ซึ่งอยู่ในกลุ่มบีตาธาลัสซีเมีย) พวกนี้มียีนผิดปกติที่รับจากพ่อและแม่ทั้ง 2 ฝ่าย (ต่างจากกลุ่มที่เป็นพาหะที่รับยีนผิดปกติจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว) แต่ไม่ส่งผลให้เกิดโรคตามมา จึงมีสุขภาพแข็งแรงเช่นคนปกติทั่วไป คนกลุ่มนี้ไม่จัดว่าเป็นโรค แต่สามารถถ่ายทอดยีนผิดปกติให้ลูกหลานต่อไป

ภาวะแทรกซ้อน

มักพบในกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงปานกลางถึงรุนแรงมาก ภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญ ได้แก่

ในรายที่มีภาวะซีดรุนแรง อาจทำให้เกิดภาวะหัวใจวาย

ผู้ป่วยมักมีภูมิคุ้มกันต่ำ ติดเชื้อง่าย ติดเชื้อรุนแรง

มีโอกาสเป็นนิ่วน้ำดีมากกว่าคนปกติ เนื่องจากมีสารบิลิรูบิน (จากการสลายตัวของเม็ดเลือดแดง) มากกว่าปกติ และไปตกตะกอนในถุงน้ำดี ทำให้เกิดเป็นนิ่วได้ อาจเป็นถุงน้ำดีอักเสบแทรกซ้อนได้

กระดูกแขนขาเปราะ แตกหักง่าย เนื่องจากกระดูกส่วนเปลือก (cortex) มีลักษณะบาง ซึ่งเป็นผลมาจากการขยายตัวของไขกระดูกเพื่อสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น

ผู้ป่วยมักมีภาวะเหล็กเกิน เนื่องจากภาวะโลหิตจางทำให้ลำไส้เล็กดูดซึมธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น ประกอบกับการได้ธาตุเหล็กจากเลือดที่ผู้ป่วยได้รับบ่อย ธาตุเหล็กที่มากเกินจะไปจับที่อวัยวะต่าง ๆ เช่น ที่ผิวหนังทำให้ผิวออกเป็นสีเทาอมเขียว ที่ตับทำให้ตับแข็ง ที่ตับอ่อนทำให้เป็นเบาหวาน ที่หัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติหรือหัวใจวาย ที่ต่อมไร้ท่อต่าง ๆ ทำให้ร่างกายเจริญเติบโตช้า และการเจริญทางเพศล่าช้า

นอกจากนี้ยังอาจพบภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ เช่น แผลเรื้อรังที่ตาตุ่ม การกดทับประสาทไขสันหลังจากก้อนที่ทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดแดงนอกไขกระดูก

การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

สำหรับกลุ่มที่มีอาการรุนแรง มักตรวจพบว่ามีภาวะซีด ดีซ่าน ม้ามโต* (บางรายโตมากจนถึงสะดือ) ตับโต ท้องป่อง (จากที่ม้ามและตับโตมาก) รูปร่างผอมและเล็กไม่สมอายุ กล้ามเนื้อลีบและแขนขาเล็ก ผิวหนังคล้ำออกเป็นสีเทาอมเขียว

ลักษณะโดดเด่นอีกข้อ คือ หน้าตาแปลก เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของกระดูกกะโหลกศีรษะและใบหน้า ทำให้เกิดลักษณะที่เรียกว่า หน้าธาลัสซีเมีย (thalassemia facies) คือ กะโหลกศีรษะนูนเป็นพู หน้าผากโหนก ตาห่าง ดั้งจมูกแบน โหนกแก้มสูง คางและขากรรไกรกว้าง ฟันบนยื่น ฟันไม่สบกัน ฟันเรียงตัวผิดปกติ

สำหรับกลุ่มที่มีอาการเล็กน้อย จะตรวจพบภาวะซีด เหลืองเล็กน้อย ม้ามไม่โตหรือโตเพียงเล็กน้อย หน้าตามีลักษณะปกติ รูปร่างปกติ

แพทย์จะทำการวินิจฉัยให้แน่ชัดโดยการตรวจเลือดจะพบภาวะซีด (ระดับเฮโมโกลบิน และฮีมาโทคริตต่ำ) ดัชนีเม็ดเลือดแดง (MCV, MCH และ MCHC) มีค่าต่ำ มีเม็ดเลือดแดงตัวอ่อนมากขึ้น

เม็ดเลือดแดงมีลักษณะผิดปกติ คือ มีขนาดเล็ก (microcytosis) ติดสีจาง (hypochromia) มีหลากขนาด (anisocytosis) มีหลากรูป (poikilocytosis) พบเซลล์รูปเป้า (target cell) และจุดแต้มสีน้ำเงินในไซโตพลาสซึม (basophilic stippling)

หากต้องการแยกแยะชนิดของธาลัสซีเมียก็จำเป็นต้องทำการตรวจชนิดและปริมาณของเฮโมโกลบิน (haemoglobin typing) ซึ่งมีอยู่หลายวิธี บางรายอาจจำเป็นต้องตรวจดีเอ็นเอเพื่อดูรายละเอียดของยีน

* อาการม้ามโต โบราณเรียกว่า ป้าง อุปถัมภ์ม้ามย้อย จุกกระผามม้ามย้อย มักพบในผู้ป่วยธาลัสซีเมีย มาลาเรียเรื้อรัง

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษาตามชนิดและความรุนแรงของโรค

    ถ้าเป็นชนิดที่มีอาการน้อย (เช่น โรคเฮโมโกลบินเอช) ถ้ารู้สึกสบายดีก็ไม่ต้องให้การรักษา เพียงแต่ให้คำแนะนำและติดตามดูอาการ แต่ถ้าช่วงไหนผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อน เช่น ซีดมากเนื่องจากเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงแตกเฉียบพลัน ซึ่งมักพบเมื่อเป็นไข้จากการติดเชื้อ ก็จะรับตัวไว้ในโรงพยาบาลเพื่อให้เลือดและรักษาตามอาการและสาเหตุที่พบร่วม
    ถ้าเป็นชนิดที่มีอาการรุนแรง เช่น ซีด เหลืองเรื้อรังมาตั้งแต่เล็ก มีโรคติดเชื้อหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ ก็ควรได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างต่อเนื่อง

การรักษาที่จำเป็น คือ การให้เลือด และยาขับเหล็ก ซึ่งจะต้องให้ต่อเนื่องไปตลอดชีวิต

การรักษาที่ได้ผลดี ควรเริ่มให้เลือดแก่ผู้ป่วยตั้งแต่อายุยังน้อย ให้อย่างสม่ำเสมอทุก 2-3 สัปดาห์ เพื่อรักษาระดับเฮโมโกลบินให้สูงใกล้เคียงปกติ จนถึงวัยเจริญเต็มที่แล้วจึงให้ห่างขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยเจริญเติบโตเป็นปกติ รูปร่างและใบหน้าปกติ (ไม่เปลี่ยนเป็นหน้าธาลัสซีเมีย) ม้ามไม่โต หรือถ้าเคยโตอยู่ก็ยุบลง ช่วยให้หัวใจไม่ต้องทำงานมากเกิน รวมทั้งป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ได้

ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดบ่อย จะเกิดภาวะเหล็กเกินแทรกซ้อน จำเป็นต้องกินยาขับเหล็ก (เช่น deferasirox, deferiprone) ร่วมด้วยไปตลอดชีวิต

แพทย์จะทำการประเมินภาวะเหล็กเกินโดยการตรวจระดับเฟอร์ริทิน (ferritin) ในเลือด และปรับขนาดยาขับเหล็กให้เหมาะสมเป็นระยะ ๆ

ส่วนวิธีการรักษาอื่น ๆ แพทย์จะพิจารณาตามความจำเป็นดังนี้

    การรักษาภาวะแทรกซ้อน เช่น โรคติดเชื้อ (อาจต้องให้ยาปฏิชีวนะ) กระดูกหัก นิ่วน้ำดี ภาวะหัวใจวาย การกดทับประสาทไขสันหลัง เป็นต้น
    การให้ยาเม็ดกรดโฟลิก (folic acid) สำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงที่เป็นเรื้อรัง จนไขกระดูกผู้ป่วยมีการสร้างเม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้นอย่างมาก (สังเกตจากรูปร่างใบหน้าที่มีลักษณะของหน้าธาลัสซีเมีย) ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องการกรดโฟลิกเพิ่มมากขึ้นเพื่อช่วยในการสร้างเม็ดเลือดของไขกระดูก โดยให้กินยาขนาด 5 มก. วันละ 1 เม็ด ไปจนตลอดชีวิต
    การตัดม้าม จะทำในรายที่มีม้ามโตมากจนเบียดอวัยวะในช่องท้อง หรือมีภาวะม้ามทำงานมากเกิน (hypersplenism) คือมีการทำลายเม็ดเลือดแดงมากจนต้องให้เลือดบ่อยขึ้น หลังตัดม้ามเม็ดเลือดแดงถูกทำลายน้อยลง ทำให้ลดการให้เลือดลง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคเฮโมโกลบินเอช จะได้ผลดีจนไม่ต้องให้เลือดอีกเลย) ผลเสียของการตัดม้าม คือ ทำให้ติดเชื้อได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเด็กอายุน้อยกว่า 4 ปี จึงควรทำในเด็กที่เกินวัยนี้ไปแล้ว ก่อนตัดม้าม 2-6 สัปดาห์ แพทย์จะฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อนิวโมค็อกคัสและเมนิงโกค็อกคัสให้ผู้ป่วย และหลังตัดม้ามจะให้ผู้ป่วยกินเพนิซิลลินวี ครั้งละ 250 มก. วันละ 2 ครั้ง นาน 2-3 ปี เพื่อป้องกันการติดเชื้อสเตรปโตค็อกคัส และให้แอสไพริน 75 มก. วันละ 1 ครั้ง เพื่อป้องกันภาวะลิ่มเลือดอุดตันในผู้ป่วยที่มีเกล็ดเลือดสูงหลังตัดม้าม
    การปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (stem cell transplantation) เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือดส่วนใหญ่ได้จากไขกระดูกของผู้บริจาค แต่จะเก็บจากรกหรือเลือดสายสะดือเด็กหลังคลอด หรือเก็บจากเลือดของผู้บริจาคก็ได้ แพทย์จะทำการรักษาโดยวิธีนี้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงแต่ยังไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากภาวะเหล็กเกินหรือภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ การรักษาโดยวิธีนี้จะช่วยให้ผู้ป่วยหายขาดจากโรคได้ประมาณร้อยละ 80 โดยมีสุขภาพแข็งแรง ไม่ต้องให้เลือดหรือยาใด ๆ อีกต่อไป มีเพียงส่วนน้อยที่โรคกลับกำเริบซ้ำหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงจากการรักษา

การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีอาการซีด เหลือง ตัวเล็กแกร็น น้ำหนักน้อยไม่สมอายุ เป็นหนุ่มเป็นสาวช้า ใบหน้าแปลก ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นธาลัสซีเมีย ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ มีโปรตีนสูง (เช่น เนื้อสัตว์ นม ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่าง ๆ) และมีสารโฟเลตสูง (พืชผักต่าง ๆ) เพื่อใช้ในการสร้างเม็ดเลือดแดง
    หลีกเลี่ยงอาหารที่ธาตุเหล็กสูงมาก ได้แก่ เลือดสัตว์ต่าง ๆ เพราะร่างกายมีเหล็กมากเกินอยู่แล้ว
    ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจซ้ำเติมให้เกิดโรคตับแข็งได้เร็วขึ้น เนื่องจากเหล็กที่สะสมในร่างกายมีพิษต่อตับอยู่แล้ว
    ห้ามสูบบุหรี่ นอกจากมีโทษต่อสุขภาพโดยรวมแล้ว ยังอาจทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนมากขึ้น เนื่องจากมีภาวะซีดอยู่แล้ว
    ป้องกันการติดเชื้อ โดยการรักษาอนามัยส่วนบุคคล หลีกเลี่ยงการสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ที่เป็นไข้หวัด ไอ เจ็บคอ หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่แออัด
    หลีกเลี่ยงการกระทบกระแทก การลื่นหกล้ม เพราะผู้ป่วยมีกระดูกเปราะบาง อาจแตกหักได้ง่าย
    หมั่นออกกำลังกายอย่างพอเหมาะ ไม่หักโหม หรือเหนื่อยเกินไป
    กินยาเม็ดกรดโฟลิก (folic acid) ขนาด 5 มก. เสริมวันละ 1 เม็ด ไปจนตลอดชีวิต
    ไม่ควรซื้อยาบำรุงโลหิตหรือกลุ่มยาวิตามินบำรุงร่างกายมากินเอง เพราะอาจเป็นยาที่มีธาตุเหล็กซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโลหิตจางจากภาวะขาดธาตุเหล็ก แต่เป็นโทษต่อผู้ป่วยธาลัสซีเมียที่มีภาวะเหล็กเกินอยู่แล้ว

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    มีอาการเป็นไข้ อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย หรือซีดมากกว่าปกติ
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินที่บ้าน ถ้ากินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา (เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม คลื่นไส้ อาเจียน หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ)

การป้องกัน

ควรหาทางป้องกันไม่ให้คู่สมรสมีบุตรที่เป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง ดังนี้

1. รณรงค์ให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องธาลัสซีเมียแก่ประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชายหญิงวัยเจริญพันธุ์

2. ตรวจหาพาหะในกลุ่มคนต่าง ๆ ได้แก่ ชายหญิงที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย (อย่างน้อยต้องเป็นพาหะหรือมียีนของธาลัสซีเมียทั้ง 2 ฝ่าย) พี่น้องหรือญาติของผู้ที่เป็นโรคหรือพาหะ ชายหญิงวัยเจริญพันธุ์ก่อนแต่งงานหรือก่อนมีบุตร หญิงขณะตั้งครรภ์อ่อน (อายุครรภ์น้อยกว่า 16-20 สัปดาห์)

การตรวจกรองหาพาหะ มีอยู่ 2 วิธี คือ การทดสอบความเปราะของเม็ดเลือดแดงชนิดหลอดเดียว (one tube osmotic fragility test หรือ OF ซึ่งจะให้ผลบวกในพาหะของบีตาธาลัสซีเมีย และพาหะของแอลฟาธาลัสซีเมีย 1) และการทดสอบการตกตะกอนของเฮโมโกลบินอีโดยใช้สีพิเศษ (DCIP precipitation test ซึ่งจะให้ผลบวกในพาหะของเฮโมโกลบินอี และทุกภาวะที่มีเฮโมโกลบินอีอยู่ด้วย)

ถ้าผลการตรวจกรองด้วยวิธีใดวิธีหนึ่งผิดปกติ หรือผิดปกติทั้ง 2 วิธี ต้องทำการตรวจยืนยันด้วยการตรวจชนิดและปริมาณของเฮโมโกลบิน (haemoglobin typing) และบางกรณีอาจจำเป็นต้องตรวจดีเอ็นเอ

3. สำหรับผู้ที่เป็นพาหะที่เสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมียรุนแรง ควรแนะนำทางเลือกในการป้องกันไม่ให้มีบุตรเป็นโรคนี้ ดังนี้

    ผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ทางเลือกคือ อยู่เป็นโสดหรือเลือกคู่สมรสที่ไม่เป็นพาหะเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้
    ถ้าคู่สมรสเป็นพาหะด้วยกันและเสี่ยงต่อการมีบุตรเป็นโรคนี้ ทางเลือกคือ การคุมกำเนิดไม่ให้มีบุตร การรับบุตรบุญธรรมมาเลี้ยง หรือการใช้การผสมเทียมหรือเทคโนโลยีการเจริญพันธุ์อื่น ๆ

ในกรณีที่คู่สมรสดังกล่าวเกิดการตั้งครรภ์ขึ้นมา ควรตรวจดูว่าทารกในครรภ์เป็นโรคนี้หรือไม่ ดังที่เรียกว่า การวินิจฉัยก่อนคลอด (prenatal diagnosis) ซึ่งมีวิธีการตรวจหลายวิธี ได้แก่ การตรวจดีเอ็นเอ (โดยใช้ชิ้นรก เซลล์ในน้ำคร่ำ หรือเลือดจากสายสะดือ) การตรวจชนิดและปริมาณเฮโมโกลบิน (โดยใช้เลือดจากสายสะดือ) การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์ (ซึ่งสามารถวินิจฉัยโรคเฮโมโกลบินบาร์ตไฮดรอปส์ฟีทัลลิส) ถ้าพบว่าทารกเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง หรือมีอันตรายต่อมารดาอาจจำเป็นต้องพิจารณายุติการตั้งครรภ์

ข้อแนะนำ

1. ผู้ป่วยควรติดตามรักษากับแพทย์อย่างสม่ำเสมอ แม้ว่าโรคนี้จะเป็นเรื้อรัง แต่การรักษาอย่างจริงจังและต่อเนื่องจะช่วยให้โรคทุเลา ป้องกันภาวะแทรกซ้อน มีชีวิตยืนยาว และมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้

2. ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ทันทีเมื่อรู้สึกมีไข้ ซีดลงอย่างมาก หรือมีอาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เพื่อรับการรักษาแต่เนิ่น ๆ เพราะถ้าปล่อยทิ้งไว้อาการอาจรุนแรงขึ้นในเวลารวดเร็วได้

3. ผู้ป่วยรับวัคซีนป้องกันโรคตามกำหนด (รวมทั้งวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีและ Hemophilus influenzae type b) สำหรับผู้ที่ผ่าตัดม้ามออกควรได้รับวัคซีนป้องกันเชื้อนิวโมค็อกคัสทั้งก่อนและหลังผ่าตัด

4. ในการดูแลรักษาผู้ป่วย ควรให้คำปรึกษาแนะแนว (counselling) แก่ผู้ป่วยและครอบครัว ให้เข้าใจถึงธรรมชาติของโรค ความหมายของการเป็นพาหะ ความเสี่ยงต่อการมีลูกเป็นโรค แนวทางปฏิบัติในการรักษาโรคและการป้องกันในครอบครัว และทำการตรวจกรองโรคในหมู่สมาชิกของครอบครัวผู้ป่วย รวมทั้งให้การสนับสนุนด้านจิตใจและสังคม เพื่อให้ผู้ป่วยมีกำลังใจสามารถรับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง และมีคุณภาพชีวิตที่ดี

4
วัดพระพุทธแสงธรรมสักการะพระพุทธรูปองค์ใหญ่เชิญชวนใส่ชุดขาว บำเพ็ญภาวนาปฏิบัติธรรมเป็นเนื้อนาบุญในบวรพุทธศาสนา

วัดพระพุทธแสงธรรม วัดนี้มีพระพุทธรูปขนาดใหญ่และสวยงามหลายองค์ รวมทั้งมีวิหารและเจดีย์ที่สวยงามด้วย นอกจากนี้ยังมีสวนสวยและบ่อน้ำที่สวยงามเป็นวัดที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการไปเที่ยวชมวัดที่สวยงามและสงบใส่ชุดขาว ชุดขาวชาย ชุดขาวหญิง ชุดขาวปฏิบัติธรรม มาเที่ยววัดพระพุทธแสงธรรมเป็นวัดที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการไปสักการะพระพุทธรูปและทำบุญ

วัดพระพุทธแสงธรรมตั้งอยู่ท่ามกลางทัศนียภาพอันสวยงามของจังหวัดสระบุรี เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อันเงียบสงบเหมาะสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบและการเติบโตทางจิตวิญญาณผ่านการปฏิบัติธรรม วัดแห่งนี้มักถูกเรียกว่าอัญมณีที่ซ่อนอยู่ ไม่เพียงแต่ให้โอกาสแก่ผู้เยี่ยมชมในการสำรวจวัฒนธรรมพุทธไทยเท่านั้น แต่ยังได้ดื่มด่ำกับประสบการณ์อันล้ำลึกของการปฏิบัติธรรมอีกด้วย

บรรยากาศสงบเหมาะแก่การปฏิบัติธรรม
วัดพระพุทธแสงธรรมขึ้นชื่อในเรื่องสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ เหมาะแก่การปฏิบัติธรรมและการทำสมาธิ สภาพแวดล้อมที่เงียบสงบผสมผสานกับบรรยากาศศักดิ์สิทธิ์ของวัดช่วยให้ผู้เยี่ยมชมหลีกหนีจากความวุ่นวายในชีวิตประจำวันและกลับมาเชื่อมต่อกับตัวตนภายในของตนเองอีกครั้ง วัดตั้งอยู่บนเนินเขาซึ่งมีทิวทัศน์อันสวยงามตระการตาที่ช่วยเสริมประสบการณ์การทำสมาธิ

การปฏิบัติธรรมและการสอนปฏิบัติธรรม
วัดแห่งนี้จัดปฏิบัติธรรมเป็นประจำ โดยมีพระภิกษุผู้มีประสบการณ์เป็นผู้นำ ซึ่งให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำสมาธิวิปัสสนา การฝึกสติ และหลักธรรม การปฏิบัติธรรมเหล่านี้มีระยะเวลาแตกต่างกันไป ตั้งแต่ช่วงแนะนำเบื้องต้น 1 วันไปจนถึงช่วงปฏิบัติธรรมแบบเข้มข้น 1 สัปดาห์ ผู้เข้าร่วมได้รับการสนับสนุนให้นิ่งสงบ ฝึกสติในทุกกิจกรรม และไตร่ตรองคำสอนของพุทธศาสนา

โครงสร้างศักดิ์สิทธิ์และความสำคัญทางจิตวิญญาณ
วัดพระพุทธแสงธรรมเป็นที่ประดิษฐานสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ มากมาย เช่น พระพุทธรูปองค์ใหญ่ ศาลาสวดมนต์ และเจดีย์ พระพุทธรูปองค์ประธานมีรัศมีส่องสว่าง สื่อถึงการตรัสรู้และความสงบ ผู้มาเยี่ยมชมจำนวนมากมาสักการะ ทำบุญ สวดมนต์ และนั่งสมาธิต่อหน้าพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์องค์นี้ สถาปัตยกรรมของวัดสะท้อนถึงงานฝีมือไทยแบบดั้งเดิม ทำให้เป็นสถานที่สำคัญทางจิตวิญญาณและวัฒนธรรม

การดำเนินตามแนวทางปฏิบัติทางพุทธศาสนา
วัดแห่งนี้เปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจได้ศึกษาพระพุทธศาสนาอย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้นได้เข้าร่วมพิธีตักบาตร สวดมนต์ และฟังธรรมเทศนา ผู้เยี่ยมชมสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับปรัชญาของพุทธศาสนา การฝึกสติ และการนำธรรมะมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน พระสงฆ์ที่วัดนี้เข้าถึงได้ง่ายและมักจะสนทนากับผู้เยี่ยมชมเพื่อให้เข้าใจถึงการใช้ชีวิตอย่างมีสติและสงบสุข

เหมาะสำหรับทั้งผู้แสวงหาจิตวิญญาณและนักท่องเที่ยว
วัดพระพุทธแสงธรรมเป็นสถานที่ที่ต้องไปเยี่ยมชมสำหรับทั้งผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณและนักท่องเที่ยวที่ต้องการสัมผัสประเพณีพุทธศาสนาไทยในสถานที่ที่แท้จริง การผสมผสานระหว่างความงามตามธรรมชาติ ความสงบทางจิตวิญญาณ และความอุดมสมบูรณ์ทางวัฒนธรรมทำให้วัดแห่งนี้เป็นจุดหมายปลายทางที่ไม่เหมือนใครในจังหวัดสระบุรี ไม่ว่าคุณจะต้องการฝึกสมาธิ รับความรู้เกี่ยวกับคำสอนของพุทธศาสนา หรือเพียงแค่เพลิดเพลินไปกับสภาพแวดล้อมที่เงียบสงบ วัดแห่งนี้มอบประสบการณ์ที่เติมเต็มและสมบูรณ์แบบให้กับคุณ

วิธีการเดินทาง
วัดพระพุทธแสงธรรมสามารถเดินทางมาได้สะดวกจากตัวเมืองสระบุรี นักท่องเที่ยวสามารถใช้บริการขนส่งสาธารณะหรือขับรถมาวัดซึ่งอยู่บริเวณชานเมืองได้ การเดินทางนั้นง่ายมาก เพียงขับรถผ่านป่าเขียวขจีและเนินเขาสลับซับซ้อน ซึ่งจะทำให้บรรยากาศการมาเยือนที่นี่เงียบสงบยิ่งขึ้น

วัดพระพุทธแสงธรรมเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการปฏิบัติธรรมและนั่งสมาธิ ด้วยที่ตั้งอันเงียบสงบ บรรยากาศทางจิตวิญญาณ และโอกาสในการเรียนรู้ จึงเป็นสถานที่พักผ่อนที่สมบูรณ์แบบสำหรับผู้ที่แสวงหาความสงบภายในและการมีสติ ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ปฏิบัติธรรมหรือเพียงแค่สนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมและจิตวิญญาณของไทย การไปเยี่ยมชมวัดแห่งนี้จะทำให้คุณรู้สึกสงบและสดชื่นขึ้น สัมผัสความสงบ ณ วัดพระพุทธแสงธรรม และค้นพบภูมิปัญญาธรรมอันเหนือกาลเวลา ณ ใจกลางจังหวัดสระบุรี

5
ทาวน์โฮม พลูม วัชรพล-เอกมัย (Plume Watcharaphon-Ekkamai)
เริ่มต้น 4.69 ลบ.

พลูม วัชรพล-เอกมัย (Plume Watcharaphon-Ekkamai)
ทาวน์โฮม ความสมดุลของไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตที่หลากหลาย A Balance of Variance พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ               พลูม วัชรพล-เอกมัย (Plume Watcharaphon-Ekkamai)
 เจ้าของโครงการ          เอส เอสเตท พลัส
 ราคา                      เริ่มต้น 4.69 ลบ. (ณ. วันที่ 2 ต.ค. 66)

 ประเภทบ้าน            ทาวน์เฮ้าส์ ทาวน์โฮม (Townhouse Townhome), โฮมออฟฟิศ
 ลักษณะทำเล           บ้านใกล้เมือง
 พื้นที่โครงการ          12 ไร่ 2 งาน 21 ตร.ว.
 จำนวนบ้าน            81 หลัง
 แบบบ้านทั้งหมด     3 แบบ
  เนื้อที่บ้าน           ตั้งแต่ 20 ถึง 22 ตร.ว.
 พื้นที่ใช้สอย           ตั้งแต่ 160 ถึง 167 ตร.ม.
 จำนวนชั้น            3 ชั้น
 หน้ากว้าง           โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 จำนวนห้องนอน    3 ห้อง
 จำนวนที่จอดรถ     2 คัน
 สาธารณูปโภค       สวนสาธารณะ, คลับเฮาส์, สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส

สถานที่ใกล้เคียง
 โซน             แจ้งวัฒนะ, หลักสี่, ดอนเมือง, บางเขน
 ที่ตั้ง            ซ.รัตนโกสินทร์สมโภช แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กรุงเทพฯ

 ขนส่งสาธารณะ              ใกล้ถนนสายหลัก (ถ.สุขาภิบาล 5, ถ.รามอินทรา, ถ.วัชรพล)
 สถานที่สำคัญใกล้เคียง      โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ

6
ตรวจสุขภาพ:ปากนกกระจอก/มุมปากอักเสบ (Angular stomatitis/Angular Cheilitis)

ปากนกกระจอก/มุมปากอักเสบ หมายถึง อาการแผลเปื่อยที่มุมปาก ซึ่งอาจมีสาเหตุจากภาวะขาดวิตามินบี 2 โรคเชื้อรา ภาวะขาดโปรตีน ขาดธาตุเหล็ก การติดเชื้อแบคทีเรีย โรคผื่นแพ้กรรมพันธุ์ เป็นต้น

สาเหตุ
ภาวะขาดวิตามินบี 2 หรือไรโบฟลาวิน (riboflavin) ส่วนใหญ่จะพบในเด็กที่เป็นโรคขาดอาหาร หรือกินอาหารที่มีวิตามินบี 2 ในปริมาณน้อย

นอกจากนี้ ยังอาจพบในผู้ป่วยโรคพิษสุรา โรคตับหรือท้องเดินเรื้อรัง ผู้ที่มีอาการเบื่ออาหาร หรือมีความผิดปกติของการดูดซึมของลำไส้ (เช่น ผู้ป่วยที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรังที่เรียกว่า “โรคโครห์น”)

ผู้ที่ขาดวิตามินบี 2 มักมีการขาดวิตามินบีชนิดอื่น ๆ รวมทั้งสารอาหารอื่น (เช่น ธาตุเหล็ก ธาตุสังกะสี) ร่วมด้วย

อาการ
ผู้ป่วยจะมีอาการเป็นแผลเปื่อย ลักษณะเป็นสีเหลือง ๆ ขาว ๆ ที่มุมปากทั้ง 2 ข้าง อาจพบอาการอักเสบของเยื่อบุริมฝีปาก (ริมฝีปากมีลักษณะแดง แห้งหยาบบาง และแตกเป็นร่อง ๆ) และลิ้น (มีลักษณะเป็นสีม่วงแดง)

นอกจากนี้ อาจมีภาวะซีด กระจกตาอักเสบ (ตาแดง กลัวแสง น้ำตาไหล) ผิวหนังอักเสบ

ภาวะแทรกซ้อน
แผลเปื่อยที่มุมปากอาจติดเชื้อราแคนดิดาอัลบิแคนส์แทรกซ้อน

การวินิจฉัย
แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ ประวัติการเจ็บป่วย และการตรวจร่างกายเป็นหลัก ซึ่งจะตรวจพบแผลเปื่อยที่มุมปาก 2 ข้าง

ในกรณีที่จำเป็น แพทย์จะยืนยันการวินิจฉัยด้วยการตรวจระดับไรโบฟลาวินในปัสสาวะ หรือตรวจหาโรค/ภาวะผิดปกติอื่น ๆ โดยการตรวจพิเศษเพิ่มเติม เช่น การตรวจหาเชื้อรา การตรวจช่องปากและฟัน การตรวจเลือดดูภาวะขาดธาตุเหล็ก เป็นต้น

การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้กินวิตามินบี 2 หรือวิตามินบีรวมวันละ 1-3 เม็ด

ในรายที่มีภาวะซีดจากการขาดธาตุเหล็ก จะให้ยาบำรุงโลหิตร่วมด้วย ถ้าพบโรคหรือภาวะอื่นร่วมด้วย ก็จะทำการรักษาควบคู่ไปด้วย

ถ้าไม่ได้ผลภายใน 1-2 สัปดาห์ แพทย์จะทำการตรวจหาสาเหตุอื่น ซึ่งพบว่าในวัยกลางคนขึ้นไปอาจเกิดจากโรคเชื้อรา ก็จะให้ยารักษาโรคเชื้อรา (ดูเพิ่มเติมใน "โรคเชื้อราในช่องปาก มุมปากเปื่อยจากเชื้อรา")

 ผลการรักษา ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติภายใน 2-4 สัปดาห์

การดูแลตนเอง

หากมีแผลเปื่อยที่มุมปาก ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อพบว่าเป็นปากนกกระจอก ควรดูแลรักษา ปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ และติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีอาการที่สงสัยว่าเป็นผลข้างเคียงจากยาหรือแพ้ยา

การป้องกัน
โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการกินอาหารให้ครบทุกหมู่ รวมทั้งอาหารที่มีวิตามินบี 2 เช่น เนื้อสัตว์ ปลา ถั่ว นม ไข่แดง ตับ ผักใบเขียว เป็นต้น

ข้อแนะนำ
คนส่วนใหญ่มักเข้าใจว่า อาการมุมปากเปื่อย (ปากนกกระจอก) เกิดจากการขาดวิตามินบี 2 จริง ๆ แล้วปัจจุบันพบโรคนี้น้อยลงมาก ส่วนใหญ่เกิดจากโรคเชื้อรา (มุมปากเปื่อยจากเชื้อรา) และสาเหตุอื่น เช่น การติดเชื้อแบคทีเรีย ภาวะขาดธาตุเหล็ก ผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสหรือภูมิแพ้ (เช่น จากน้ำลายสอที่มุมปาก ลิปสติก ยาสีฟัน หมากฝรั่ง เป็นต้น) ผลข้างเคียงของยา (เช่น ยาต้านไวรัสรักษาเอดส์ ยารักษาสิว-Isotretinoin) เป็นต้น หากลองรักษาด้วยวิตามินบี 2 ไม่ได้ผล ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุอื่น

7
เครื่องมือกันฟันล้ม กับ การเข้ารับการจัดฟันเด็ก แบบไหนดีกว่ากัน

 สุขภาพช่องปากและฟันของเด็ก เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรจะดูแลเอาใจใส่ หรือถ้าหากเด็กมีปัญหาสุขภาพช่องปากและฟัน พ่อแม่ก็ควรที่จะพาเด็กเข้ารับการรักษาทันที เพราะถ้าหากปล่อยไว้นานๆ อาจจะทำให้เกิดปัญหาลุกลาม จนถึงขั้นสูญเสียฟันไปได้ และการที่เด็กสูญเสียฟันไป อาจจะทำให้เกิดปัญหาฟันอื่นๆได้เช่น การฟันซ้อน ฟันเก ฟันห่าง ฟันล้ม ซึ่งปัญหาการฟันห่าง ฟันล้มนั้น

สามารถแก้ไขได้ด้วยการเข้ารับการจัดฟันในเด็ก และอีกวิธีหนึ่งก็คือ การสวมใส่เครื่องมือกันฟันล้ม ซึ่งก็สามารถแก้ไขปัญหาฟันล้มได้เช่นเดียวกัน ซึ่งวันนี้ทางคลินิก ของเราจะมาพูดถึงเครื่องมือกันฟันล้มและการเข้ารับการจัดฟันในเด็ก ว่าแบบไหนดีกว่ากัน เพราะทั้งสองอย่างนี้ สามารถแก้ไขปัญหาฟันในเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ก่อนอื่นเราจะมาพูดถึงการจัดฟันในเด็กก่อนซึ่งต้องบอกว่า การจัดฟันในเด็ก หลายคนอาจจะทราบกันดีอยู่แล้วว่า  การจัดฟันในเด็กนั้น สามารถแก้ไขปัญหาฟันได้แทบทุกกรณี และช่วยส่งเสริมในเรื่องของหลายๆด้าน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยปรับตำแหน่งโครงสร้างของใบหน้า หรือช่วยในเรื่องของรูปร่างฟัน
และสามารถแก้ไขปัญหาฟันในเด็กได้ตั้งแต่อาบุ 4-15 ปี ซึ่งก็จะขึ้นอยู่กับช่วงอายุและปัญหาของแต่ละคน ที่ทันตแพทย์จะพิจารณาว่าจะเข้ารับการจัดฟันในรูปแบบใด ซึ่งการจัดฟันในเด็กนั้น ก็ถือว่าได้รับความนิยมมากในปัจจุบัน

 สำหรับเครื่องมือการฟันล้ม ซึ่งเครื่องมือกันฟันล้มสำหรับเด็กมี 2 ประเภทนั่นก็คือ แบบถอดได้ เครื่องมือคงสภาพชนิดที่สามารถใส่และถอดมาทำความสะอาดได้เอง และอีกแบบหนึ่งก็คือ เครื่องมือกันฟันล้มแบบติดแน่น เครื่องมือคงสภาพชนิดติดแน่นซึ่งไม่สามารถถอดเครื่องมือออกเองได้ โดยเครื่องมือกันฟันล้มนั้น
สามารถช่วยรักษาช่องว่าง ช่วยให้ฟันแท้ขึ้นได้และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม ป้องกันปัญหาฟันเกหรือฟันขึ้นผิดที่ได้ แต่ถ้าหากเด็กมีปัญหาและไม่ใส่เครื่องมือกันฟันล้ม ก็อาจจะทำให้เกิดปัญหาตามมาได้ เช่น จะทำให้ฟันล้มเอียงมาทางช่องว่างนั้น ทำให้ฟันแท้ขึ้นผิดตำแหน่ง ทำให้เกิดปัญหาฟันซ้อนเกทำให้สูญเสียความสวยงาม

รวมไปถึงอาจจะเกิดกระดูกเบ้าฟันหนาตัว มีผลให้ฟันแท้ที่อยู่ข้างใต้ขึ้นช้ากว่าปกติ สำหรับลักษณะของเครื่องมือกันฟันล้ม เป็นวงแหวนสีเงินสวมลงบนฟัน และมีลวดเล็กๆดัดโค้งมาแตะฟันซี่ด้านหน้าเพื่อค้ำยันไว้ไม่ให้ฟันขยับเข้าหากัน อาจเป็นเพียงชิ้นเล็กๆหรือเป็นแบบสองข้างซ้ายขวา ขึ้นกับจำนวนและตำแหน่งฟันน้ำนมที่ถูกถอนไป

แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งเครื่องมือกันฟันล้มและการจัดฟันในเด็ก ถามว่าแบบไหนดีกว่ากัน เราก็จะต้องมาดูในเรื่องของปัญหาของแต่ะคนก่อน เพราะทั้งสองแบบก็มีข้อดีที่แตกต่างกัน แต่ถ้าหากเรื่องของแก้ไขปัญหาในเรื่องของฟันในเด็กโดยตรงควรพาเด็กเข้ารับการจัดฟันในเด็ก เพราะสามารถแก้ไขปัญหาได้หลากหลายกรณี และสามารถแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาวด้วย

อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด อยากพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการจัดฟันในเด็กหรือสวมใส่เครื่องมือกันฟันล้ม ก็สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิก เพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทันตกรรมในเด็ก มีประสบการณ์ด้านการจัดฟันในเด็กมาอย่างยาวนาน

จึงสามารถให้คำปรึกษาและแนะนำวิธีการแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้อง เพื่อให้เด็กได้มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดีขึ้น การที่เด็กมีสุขภาพฟันที่ดีนั้น จะสามารถช่วยส่งเสริมในเรื่องของพัฒนาการของเด็กได้ด้วย และจะทำให้เด็กสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มที่และมีความสุขมากยิ่งขึ้น

เพราะเราอยากให้พ่อแม่ผู้ปกครองใส่ใจในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของเด็กให้มากเป็นพิเศษ เพื่อที่เด็กจะได้เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพช่องปากและฟันที่ดี มีฟันที่สวยงามเป็นธรรมชาติ เพื่อที่จะได้มีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น

8
โทรศัพท์มือถือใหม่ 2025 เสียวหมี่ Xiaomi 14 Ultra (16GB/512GB)
40,990 บาท

เสียวหมี่ Xiaomi 14 Ultra (16GB/512GB)
เลนส์ออปติคอล Summilux จาก Leica เลนส์ Telephoto แบบลอยตัว ขนาด 75 มม. และเลนส์ Periscope ขนาด 120 มม.
กล้องหลักขนาด 1 นิ้ว จาก Leica รูรับแสงระหว่าง F1.63 ถึง F4.0
ระบบกล้องสี่ตัวจาก Leica สี่เลนส์ หกความยาวโฟกัส
จอแสดงผล All Around Liquid Display การออกแบบที่เรียบหรู การรับชมที่ดื่มด่ำ
ชิปเซ็ต Snapdragon® 8 Gen 3 ความเร็วพิเศษและการประหยัดพลังงานสำหรับการใช้งานตลอดทั้งวัน*
จอแสดงผล WQHD+ dynamic 1-120Hz AMOLED การตอบสนองที่ราบรื่นเป็นพิเศษพร้อมรายละเอียดที่น่าทึ่ง

รายละเอียดเบื้องต้น
   ยี่ห้อ-รุ่น                    เสียวหมี่ Xiaomi 14 Ultra (16GB/512GB)
   ราคากลาง                  40,990 บาท
   จำนวนซิม                   2 ซิม (Nano Sim)
   แบบดีไซน์                 จอสัมผัส
   สี                           White, Black
   ความถี่-เครือข่าย
2G(GSM: 2/3/5/8)
3G(WCDMA: 1/2/4/5/6/8/19)
4G(LTE FDD: 1/2/3/4/5/7/8/18/19/20/26/28/66* LTE TDD: 38/40/41/42/48)
5G(NR: n1/2/3/5/7/8/20/28/38/40/41/48/66*/77/78/79)

   ขนาด-น้ำหนัก                     ยาว 161.4 x กว้าง 75.3 x หนา 9.2 มม., น้ำหนัก 219.8 กรัม
   ความจุข้อมูลภายใน (ROM)     512 GB
   ความจุข้อมูลภายนอกสูงสุด       -
   แบตเตอรี่ และระบบชาร์จ        ความจุแบตเตอรี่ 5,000 mAh


จอแสดงผล
   ชนิดจอ                  จอสัมผัส (AMOLED)
   ความละเอียด           6.73 นิ้ว, 522 ppi, 1,440 x 3,200 px

   รายละเอียดอื่น
จอแสดงผล All Around Liquid Display
WQHD+ 6.73" AMOLED
3200 x 1440, 522 ppi
LTPO, AdaptiveSync Pro
อัตรารีเฟรช: ไดนามิกตั้งแต่ 1-120Hz
ความไวตอบสนองการสัมผัส: สูงสุด 240Hz
*ความไวตอบสนองการสัมผัสอาจแตกต่างกันออกไปตามเนื้อหาบนหน้าจอ
ประเภทวัสดุ OLED: แผงจอ C8 ที่ปรับโดย Xiaomi
ความสว่าง: HBM 1000 nits (typ), ความสว่างสูงสุด 3000 nits
หน้าจอ Pro HDR รองรับ UltraHDR
Dolby Vision®
HDR10+
6.8 หมื่นล้านสี
ช่วงสี: DCI-P3
หน้าจอ TrueColor
สีสันที่ปรับอัตโนมัติ
สีดั้งเดิมโปร
โหมดอ่านหนังสือปรับอัตโนมัติ
โหมดแสงอาทิตย์
การหรี่ไฟ DC / การหรี่ไฟ PWM 1920Hz
ได้รับการรับรองแสงสีฟ้าต่ำจาก TÜV Rheinland (ฮาร์ดแวร์โซลูชัน)
ได้รับใบรับรองความไร้ซึ่งแสงกะพริบจาก TÜV Rheinland
ได้รับใบรับรองความเป็นมิตรกับนาฬิกาชีวภาพจาก TÜV Rheinland
Xiaomi Shield Glass

กล้องถ่ายรูป
   ขนาด-ความละเอียด                  กล้องหลัง (50 Mpx), กล้องหน้า (32 Mpx)
   ความละเอียดของภาพภ่ายสูงสุด
   คุณสมบัติ                                -

ระบบปฏิบัติการ
   หน่วยประมวลผล (CPU)           Snapdragon 8 Gen 3
   หน่วยประมวลผลกราฟิก (GPU)   Qualcomm Adreno GPU
   หน่วยความจำ (RAM)              12.0 GB
   ระบบเชื่อมต่อภายนอก              USB, Bluetooth, NFC, Wi-Fi
   ระบบรับส่งข้อความ                   -
   การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต             3G, WiFi, 4G, 5G

9
โพสต์ประกาศฟรี / Doctor At Home: โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth disease)
« เมื่อ: วันที่ 26 มีนาคม 2025, 22:12:16 น. »
Doctor At Home: โรคมือ-เท้า-ปาก (Hand-foot-and-mouth disease)

โรคมือ-เท้า-ปาก เป็นไข้ออกผื่นชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยในเด็กเล็ก เกิดจากการติดเชื้อไวรัสซึ่งติดต่อได้ง่าย มักมีอาการไม่รุนแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่

ในบ้านเรามีรายงานผู้ป่วยโรคนี้ประมาณปีละ 1,500-3,000 ราย ส่วนใหญ่พบในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี บางครั้งพบระบาดตามสถานรับเลี้ยงเด็กเล็ก และโรงเรียนอนุบาล


สาเหตุ

เกิดจากการติดเชื้อกลุ่มไวรัสเอนเทอโร (enterovirus) ซึ่งมีอยู่หลายชนิด ได้แก่ ค็อกแซกกีเอและบี (coxsackie A, B) ไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 ส่วนใหญ่ติดต่อจากการกินอาหาร น้ำดื่ม หรือการดูดเลียนิ้วมือ หรือสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อที่ออกมากับอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำที่ผิวหนัง หรือละอองน้ำมูกน้ำลายของผู้ป่วย นอกจากนี้ยังสามารถติดต่อโดยการสูดเอาฝอยละอองน้ำมูกน้ำลายที่ผู้ป่วยไอจามรด

ที่พบบ่อยที่สุด คือการติดเชื้อไวรัสค็อกแซกกีเอ ชนิด 16 ซึ่งอาการมักจะไม่รุนแรง และหายได้เองเป็นส่วนใหญ่

ที่พบน้อยแต่รุนแรง คือการติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงตายได้

ระยะฟักตัว 3-7 วัน

อาการ

แรกเริ่มผู้ป่วยจะมีอาการไข้ และอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารร่วมด้วย หลังจากนั้น 1-2 วัน จะมีน้ำมูก เจ็บปาก เจ็บคอ ไม่ยอมดูดนม ไม่อยากกินอาหาร เด็กเล็กอาจร้องงอแง ตรวจดูในช่องปากจะพบมีจุดนูนแดง ๆ หรือมีน้ำใสอยู่ข้างใต้ ขึ้นตามเยื่อบุปาก ลิ้น และเหงือก ซึ่งต่อมาจะแตกกลายเป็นแผลตื้น ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4-8 มม. ซึ่งเจ็บมาก

ขณะเดียวกันก็มีผื่นขึ้นที่มือและเท้า บางรายขึ้นฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วมือ หรือแก้มก้น ตอนแรกขึ้นเป็นจุดแดงราบก่อน แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำตามมา ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 3-7 มม.

อาการไข้มักเป็นอยู่ประมาณ 3-4 วันก็ทุเลาไปเอง แผลในปากมักหายได้เองภายใน 7 วัน ตุ่มที่มือและเท้าจะหายเองภายใน 10 วัน และมักไม่เป็นแผลเป็น

ในรายที่เป็นรุนแรง (ซึ่งพบเป็นส่วนน้อย) อาจมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนรุนแรง ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบ


ภาวะแทรกซ้อน

ในรายที่มีอาการคัน อาจเกาจนติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน กลายเป็นตุ่มหนอง พุพอง

อาจมีภาวะขาดน้ำ เนื่องจากเจ็บแผลในปากจนดื่มน้ำได้น้อย

บางรายอาจมีเยื่อหุ้มสมองอักเสบ ซึ่งมักไม่รุนแรง และหายได้เองภายใน 10 วัน

ที่รุนแรงแต่พบได้น้อย ได้แก่ สมองอักเสบ ภาวะปอดบวมน้ำ (pulmonary edema) หรือเลือดออกในปอด กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ (myocarditis) ซึ่งอาจรุนแรงถึงตายได้

ภาวะแทรกซ้อนรุนแรงมักเกิดในกลุ่มที่ติดเชื้อไวรัสเอนเทอโรชนิด 71 (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 เป็นต้นมา มีรายงานการระบาดและการตายของเด็กเล็กที่ติดเชื้อชนิดนี้ในประเทศมาเลเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ฮ่องกง ออสเตรเลีย)


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการและสิ่งตรวจพบ ดังนี้

ไข้ 38-39 องศาเซลเซียส

จุดนูนแดง ตุ่มน้ำใส หรือแผลที่เยื่อบุปาก ลิ้นและเหงือก

จุดแดงราบ ตุ่มนูน หรือตุ่มน้ำที่มือ เท้า ฝ่ามือ ฝ่าเท้า แก้มก้น

ในรายที่จำเป็น แพทย์อาจทำการตรวจเชื้อไวรัสจากสิ่งคัดหลั่งที่คอหอย อุจจาระ หรือน้ำเหลืองจากตุ่มน้ำบนผิวหนัง


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ในรายที่ไม่มีภาวะแทรกซ้อน ให้การรักษาตามอาการดังนี้

    ให้พาราเซตามอลลดไข้
    ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ จนสังเกตเห็นว่ามีปัสสาวะออกมากและใส ทั้งนี้เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
    ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้ผู้ป่วยกินอาหารเหลว หรือของน้ำ ๆ (เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ ของหวาน) โดยใช้ช้อนป้อน หรือใช้กระบอกฉีดยาค่อย ๆ หยอดเข้าปากแทนการดูดจากขวด (สำหรับทารก) ให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็น ๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ (ใส่เกลือแกง 1/2 ช้อนชา ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) บ่อย ๆ เพื่อลดอาการเจ็บแผล

2. ถ้าแผลกลายเป็นตุ่มหนอง หรือพุพองจากการเกา ให้ยาปฏิชีวนะ เช่น เพนิซิลลินวี อะม็อกซีซิลลิน อีริโทรไมซิน เป็นต้น

3. ถ้าเจ็บแผลในปากมากจนกินอาหารและดื่มน้ำไม่ได้ แพทย์จะให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำ และอาจให้ยาชา (เช่น lidocaine, benzocaine) ทาแผลในปากเพื่อลดความเจ็บปวด

4. ถ้าผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนรุนแรง ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบ แพทย์จะรับไว้ในโรงพยาบาล ทำการตรวจเพิ่มเติมและรักษาตามภาวะแทรกซ้อนที่พบ


การดูแลตนเอง

หากสงสัย เช่น มีไข้ร่วมกับมีแผลเปื่อยในปาก (ปากเจ็บ คอเจ็บ) และมีผื่นตุ่มขึ้นที่มือและเท้า ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่าเป็นโรคมือ-เท้า-ปาก ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด
    ให้ผู้ป่วยดื่มน้ำมาก ๆ จนสังเกตเห็นว่ามีปัสสาวะออกมากและใส ทั้งนี้เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
    ในช่วงที่มีอาการเจ็บแผลในปาก ให้ผู้ป่วยกินอาหารเหลว หรือของน้ำ ๆ (เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก แกงจืด นม น้ำเต้าหู้ ของหวาน) โดยใช้ช้อนป้อน หรือใช้กระบอกฉีดยาค่อย ๆ หยอดเข้าปากแทนการดูดจากขวด (สำหรับทารก) ให้อมน้ำแข็งก้อนเล็ก ๆ ดื่มน้ำหรือนมเย็น ๆ กินไอศกรีม หรือบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ (ใส่เกลือแกง 1/2 ช้อนชา ในน้ำอุ่น 1 แก้ว) บ่อย ๆ เพื่อลดอาการเจ็บแผล

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลาใน 2-3 วัน
    มีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียนมาก ซึมมาก ไม่ค่อยรู้สึกตัว เพ้อคลั่ง หรือชัก
    หายใจหอบ หรือเจ็บหน้าอกมาก
    กินอาหารหรือดื่มนมและน้ำได้น้อย หรือมีปัสสาวะออกน้อย
    ผื่นกลายเป็นตุ่มหนองหรือพุพอง
    ขาดยา ยาหาย หรือกินยาไม่ได้
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ


การป้องกัน

1. ควรแยกผู้ป่วยไม่ให้คลุกคลีกับผู้อื่นประมาณ 2 สัปดาห์ หรือจนกว่าตุ่มแผลต่าง ๆ จะหายดี เวลาไอหรือจามควรใช้ผ้าปิดปากและจมูก

2. ล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หลังถ่ายอุจจาระหรือเปลี่ยนผ้าอ้อม ก่อนเตรียมอาหาร และก่อนเปิบอาหาร

3. หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น เช่น แก้วน้ำ หลอดดูด ขวดนม ช้อน ชาม เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ของเล่น เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคนี้

4. ฝึกเด็กให้มีสุขนิสัยที่ดี รวมทั้งหลีกเลี่ยงการนำนิ้วมือหรือของเล่นเข้าปาก


ข้อแนะนำ

1. โรคนี้มักจะวินิจฉัยจากลักษณะอาการ ซึ่งต้องแยกออกจากโรคเริม อีสุกอีใส แผลแอฟทัส พุพอง เป็นต้น (ตรวจอาการ ไข้ร่วมกับมีผื่นหรือตุ่มขึ้น และ ปากเจ็บ/แผลที่ปาก/ลิ้นเป็นฝ้าขาว ประกอบ)

2. ในผู้ใหญ่อาจติดเชื้อโดยไม่มีอาการแสดง แต่สามารถแพร่เชื้อออกมาทางอุจจาระ ดังนั้น ควรป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นโดยการล้างมือด้วยน้ำกับสบู่หลังถ่ายอุจจาระและก่อนเตรียมอาหาร

3. แม้ว่าโรคนี้มักหายได้เองภายใน 7-10 วัน (เต็มที่ไม่เกิน 2 สัปดาห์) แต่ควรแนะนำให้สังเกตภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ปอด และหัวใจอย่างใกล้ชิด หากสงสัยควรไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยเร็ว

4. โรคนี้เป็นคนละชนิดกับโรคปากเปื่อยเท้าเปื่อยที่พบในสัตว์ (เช่น โค กระบือ) และไม่ติดเชื้อจากสัตว์ที่ป่วย

10
โพสต์ประกาศฟรี / คอนโดติดรถไฟฟ้า ดีคอนโด คลาม (dcondo calm)
« เมื่อ: วันที่ 25 มีนาคม 2025, 22:37:29 น. »
คอนโดติดรถไฟฟ้า ดีคอนโด คลาม (dcondo calm)
เริ่มต้น 1.59 ลบ.

ดีคอนโด คลาม (dcondo calm)
คอนโดใหม่ ใจกลางรามคำแหง 40 ใกล้รถไฟฟ้า 2 สาย ทางด่วนศรีรัช และเพียง 650 เมตร จาก MRT สถานีหัวหมาก

 รายละเอียดโครงการ
 ชื่อโครงการ             ดีคอนโด คลาม (dcondo calm)
 เจ้าของโครงการ        แสนสิริ
 แบรนด์ย่อย             ดีคอนโด
 ราคา                    เริ่มต้น 1.59 ลบ.

 ราคาเฉลี่ยต่อตร.ม.          โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ลักษณะทำเล                 คอนโดในเมือง
 ความสูงคอนโด               Low Rise (ไม่เกิน 8 ชั้น)
 ลักษณะกรรมสิทธิ์            โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 ประเภทห้องที่มี              1 ห้องนอน, 2 ห้องนอน, 1 Bed Plus
 ขนาดห้องที่มี                 ตั้งแต่ 24.50 ถึง 45.00 ตร.ม.
 เนื้อที่ทั้งหมด                 3 ไร่
 จำนวนตึก                     2 อาคาร
 จำนวนชั้น                     8 ชั้น
 จำนวนห้อง                    399 ยูนิต
 ที่จอดรถทั้งหมด              ประมาณ 35%
 ค่าบำรุงส่วนกลาง             โปรดสอบถามข้อมูลกับทางโครงการ
 สาธารณูปโภค                 สระว่ายน้ำ, ฟิตเนส, รปภ., กล้องวงจรปิดโครงการ, อื่นๆ (Lobby, Co-Working lounge, EV Charger), สวนหย่อม

 สถานที่ใกล้เคียง
 โซน         รามคำแหง, บางกะปิ, เสรีไท
 ที่ตั้ง         ซอยรามคำแหง 40 ถนนหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพมหานคร 10240

 ขนส่งสาธารณะ
รถไฟฟ้า:      ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีส้ม, สถานี(ตลิ่งชัน - สุวินทวงศ์)(รามคำแหง), ใกล้รถไฟฟ้า, รถไฟฟ้าสายสีเหลือง, สถานี(ลาดพร้าว - สำโรง)(แยกลำสาลี)

 สถานที่สำคัญใกล้เคียง
เดอะ มอลล์ บางกะปิ
ราชมังคลากีฬาสถาน
เดอะ มอลล์ รามคำแหง
เอแบค หัวหมาก
มหาวิทยาลัยรามคำแหง
โรงเรียนมัธยมสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง
โรงพยาบาลรามคำแหง
โรงพยาบาลเวชธานี
โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์

11
การจัดฟันเด็ก ช่วยแก้ไขปัญหาฟันแท้ขึ้นไม่ได้

ในปัจจุบันนี้ ถือว่าวงการทันตกรรมของเรามีการพัฒนาขึ้นมาก ด้วยมีการนำนวัตกรรมเช้ามาใช้ในการรักษา ทำให้คนมักหันมาใส่ใจในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันมากยิ่งขึ้น ซึ่งในสมัยนี้เด็กในวัยประถมก็สามารถเข้ารับการจัดฟันได้แล้ว พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถนำเด็กๆ อายุต่ำว่า 10 ปี มาตรวจกับทันตแพทย์จัดฟันได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องรอจนถึงวัยรุ่น หรือไม่จำเป็นต้องรอให้ฟันแท้ขึ้น ก็สามารถเข้ารับการรักษาได้ ยิ่งถ้าหากพ่อแม่ผู้ปกครองพบปัญหาการสบฟันที่ก็ควรพาเด็กเข้ามาพบทันตแพทย์เพื่อเข้ารับการจัดฟันในเด็ก นอกจากนี้ พ่อแม่ผู้ปกครองควรเอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของลูกน้อย เพื่อที่จะได้ไม่เกิดปัญหาในอนาคต ยกตัวอย่างเช่น การสบฟันที่ผิดปกติ ซึ่งมีสาเหตุมาจากพฤติกรรมการดูดนิ้ว การดูดขวดนม ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่เป็นธรรมชาติของเด็กในวัยนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของสุขภาพช่องปากและฟันของลูกน้อย ถือว่าเป็นเรื่องที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญ เพราะการที่ลูกมีฟันผุตั้งแต่อายุยังน้อย และรุนแรงไปจนถึงการสูญเสียฟันก่อนเวลาอันควร ถือว่าเป็นปัญหาใหญ่เลยทีเดียว เพราะถ้าหากบุตรหลานของท่านยังมีฟันแท้ขึ้นไม่ครบ ก็ควรรีบเข้ารับการแก้ไข เพราะอาจจะมีสาเหตุมาจากการที่ฟันน้ำนมหลุดก่อนวัยอันควร เนื่องจากจะทำให้เด็กอาจมีปัญหาฟันฝัง ฟันขึ้นเองไม่ได้ตามธรรมชาติ มีทั้งฟันหน้า ฟันเขี้ยว หากปล่อยไว้ไม่รักษา เด็กอาจไม่มีฟันธรรมชาติใช้งาน หากฟันหน้าหาย ก็จะกลายเป็นคนฟันหลอ มีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพได้

สำหรับวันนี้ทางคลินิกของเรามาจะพูดถึงการจัดฟันในเด็กที่ช่วยแก้ไขปัญหาฟันแท้ขึ้นไม่ได้ เพราะส่งผลเสียต่อเด็กได้ในอนาคต ก่อนอื่น พ่อแม่ผู้ปกครอง ควรทำความเข้าใจในเรื่องของฟันน้ำนมของลูกก่อนว่า จริงๆแล้ว ฟันน้ำนมของลูกนั้น มีความสำคัญมาก เพราะส่งผลต่อการขึ้นของฟันแท้ ซึ่งพ่อแม่ส่วนใหญ่คิดว่า ฟันน้ำนมของลูกไม่มีความสำคัญเพราะคิดว่า เดี๋ยวฟันแท้ก็ขึ้น ซึ่งต้องบอกเลยว่า เป็นความเข้าใจที่ผิด และส่งผลร้ายแรงต่อฟันของเด็กได้

เพราะถ้าฟันน้ำนมผุและหลุดก่อนเวลา อาจจะส่งผลทำให้ฐานฟันแท้ที่กำลังจะสร้างเสร็จล้มเหลวลงได้ และเป็นสาเหตุทำให้ฟันแท้ไม่ขึ้น หรือขึ้นแต่ก็มีความผิดปกติได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวนี้ สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดฟัน อาจช่วยแก้ไขอาการฟันแท้หาย เนื่องจากฟันฝัง ด้วยการผ่าตัดเล็ก แล้วติดเครื่องมือลงบนฟันฝัง จากนั้นจึงค่อยๆ ให้แรง เพื่อดึงฟันฝังให้โผล่ขึ้นในตำแหน่งที่เหมาะสมได้นั่นเอง ซึ่ง ความผิดปกตินี้ ถ้าหากตรวจพบได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสแก้ไขได้สำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ถ้าหากทันตแพทย์ทำการตรวจและพบว่า  เด็กมีอาการฟันหาย ก็ควรเข้ารับการจัดฟันเพื่อแก้ไขปัญหาทันที

อย่างไรก็ตาม หากพ่อแม่ผู้ปกครองท่านใด สนใจพาบุตรหลานของท่านเข้ารับการรักษาด้วยการจัดฟันในเด็ก สามารถติดต่อขอรับคำแนะนำได้ที่คลินิก เพราะทางเรามีทันตแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดฟัน และมีประสบการณ์อย่างยาวนานด้านทันตกรรมทุกรูปแบบ เรียกได้ว่ามาที่เดียวจบทุกบริการเลยทีเดียว เพราะเราใส่ใจในเรื่องของช่องปากและฟัน อยากให้เด็กได้มีฟันที่สวยงาม เพื่อรอยยิ้มที่สดใส สมวัย และเพื่อเสริมสร้างในเรื่องของพัฒนาการของลูกน้อย เพื่อที่จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

12
ฉนวนใยแก้วคืออะไร ทำไมเหมาะกับการใช้เป็นฉนวนกันความร้อนโรงงาน

ฉนวนกันความร้อน คือหนึ่งในวัสดุจำเป็นที่โรงงานอุตสาหกรรมต้องจัดการให้มีติดตั้งไว้ภายในโรงงาน ในจุดสำคัญที่มีโอกาสกักเก็บความร้อนสูง เพื่อรักษาสภาพบรรยากาศภายในโรงงานไม่ให้ร้อนจัดจนส่งผลทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เครื่องจักรทำงานหนัก พนักงานเสี่ยงอันตราย

โดยปัจจุบัน ฉนวนใยแก้ว คือวัสดุฉนวนที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ผู้ประกอบการหลายท่านก็ยังสงสัยกันอยู่ไม่หายว่า ฉนวนใยแก้ว คืออะไร ดีอย่างไร ทำไมใคร ๆ ถึงเลือกใช้ ในบทความนี้จึงจะมาอธิบายถึงเรื่องราวของฉนวนใยแก้วให้กระจ่างชัด ให้สามารถตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่า ถ้าอยากติดฉนวนกันความร้อนโรงงานทำไมจึงต้องเลือกใช้เป็นฉนวนใยแก้ว


ฉนวนใยแก้ว คืออะไร?

ฉนวนใยแก้ว คือ ฉนวนกันความร้อนชนิดหนึ่งที่ผลิตมาจากใยแก้ว ซึ่งหากเป็นฉนวนใยแก้ว จะเป็นฉนวนใยแก้วที่ผลิตจากแก้วรีไซเคิล 100% จึงทำให้มีความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้เหตุผลที่ทำให้ฉนวนใยแก้วได้รับความนิยมในการใช้แก้ไขปัญหาความร้อนสะสมภายในโรงงาน ก็เพราะความสามารถในการป้องกันความร้อนทะลุเข้าออกที่สูงกว่าวัสดุชนิดอื่น ๆ อาทิ PU PE โฟม อะลูมิเนียมฟอล์ย เป็นต้น


ทำไมฉนวนใยแก้วจึงกันความร้อนได้ดีกว่า

สาเหตุสำคัญที่ทำให้ฉนวนใยแก้ว มีความสามารถในการกันความร้อนทะลุเข้าออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นเพราะฉนวนใยแก้วจะมีโพรงอากาศจำนวนมากอยู่ภายในโครงสร้าง ซึ่งโพรงอากาศเหล่านี้จะทำหน้าที่กักเก็บความร้อนไม่ให้เคลื่อนทะลุผ่านไปได้โดยง่าย กล่าวคือ เมื่อความร้อนจากภายใน หรือจากตัวเครื่องจักรไหลผ่านมาถูกฉนวนใยแก้ว ก็จะถูกโพรงอากาศจำนวนมากกักเก็บเอาไว้ เคลื่อนตัวผ่านไปได้ยาก จึงทำให้ความร้อนจากแหล่งกำเนิดถูกชะลอตัวลง และส่งผ่านไปยังพื้นที่บริเวณอื่นได้น้อยลง ภาพรวมของโรงงานที่ติดฉนวนกันความร้อนในพื้นที่สำคัญ ๆ ที่เป็นจุดสะสมความร้อน จึงเย็น และร้อนน้อยกว่าโรงงานที่ไม่ได้ติดฉนวนกันความร้อนเลยนั่นเอง


ฉนวนใยแก้วปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

ด้วยความเป็นวัสดุที่เป็นเส้นใยอัดรวมกันเป็นฉนวน หลาย ๆ คนก็อาจกังวลว่าฝุ่นละอองของเส้นใยแก้วหากสูดเข้าปอดไปสู่ร่างกายแล้วจะทำให้เป็นอันตรายหรือเปล่า คำตอบคือปลอดภัย สบายใจได้ เพราะเส้นใยที่สามารถผ่านเข้าสู่ทางเดินหายใจส่วนลึกและไปทำอันตรายต่อปอดได้นั้น จะต้องเล็กกว่า 3 ไมครอน แต่เส้นใยแก้วมีขนาดประมาณ 7 ไมครอน จึงไม่สามารถทะลุไปสู่ปอดได้

อีกทั้งฉนวนใยแก้ว ยังได้รับการรับรองจาก WHO ด้วยว่าไม่ได้เป็นสารก่อให้เกิดมะเร็งในมนุษย์ การเลือกใช้ฉนวนกันความร้อนที่ทำมาจากใยแก้ว จึงเพิ่มความมั่นใจในเรื่องความปลอดภัยต่อสุขภาพร่างกายของผู้ปฏิบัติหน้าที่ภายในโรงงานได้เป็นอย่างดี

ฉนวนใยแก้ว คือ หนึ่งในฉนวนกันความร้อนคุณภาพที่สามารถนำไปแก้ไขปัญหาความร้อนสะสมภายในโรงงานได้แทบทุกจุด โดยประเภทของฉนวนกันความร้อนที่ได้รับความนิยม ได้แก่ ฉนวนกันความร้อนสำหรับงานหลังคาโรงงาน ฉนวนกันความร้อนสำหรับห้องเครื่องจักรอุณหภูมิสูง ฉนวนกันความร้อนสำหรับหุ้มท่อน้ำร้อนน้ำเย็น และฉนวนกันความร้อนสำหรับงานระบบปรับอากาศ ฯลฯ เรียกได้ถ้าเลือกใช้ฉนวนกันความร้อน ก็สามารถแก้ไขปัญหาความร้อนสะสมภายในโรงงานได้ทุกจุดในผลิตภัณฑ์เดียว

13
หมอออนไลน์: ประจำเดือนไม่มา/ประจำเดือนขาด (Amenorrhea)

ประจำเดือนไม่มา หรือประจำเดือนขาด เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้หญิงทั่วไป

ปกติผู้หญิงจะเริ่มมีประจำเดือนมาครั้งแรกระหว่างอายุ 11-14 ปี ถ้าเลยช่วงอายุนี้ไปแล้ว ยังไม่มีประจำเดือนมา ก็ถือว่าผิดปกติ ในที่นี้ขอเรียกว่า ภาวะประจำเดือนไม่เคยมา (primary amenorrhea)

ผู้หญิงบางคนเคยมีประจำเดือนมาเป็นประจำ แล้วอยู่ ๆ ก็ไม่มาหรือขาดหายไป ด้วยสาเหตุต่าง ๆ ในที่นี้ขอเรียกว่า ภาวะประจำเดือนขาด (secondary amenorrhea) ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยกว่าภาวะประจำเดือนไม่เคยมา

สาเหตุ

ภาวะประจำเดือนไม่เคยมา อาจมีสาเหตุเกี่ยวกับความผิดปกติของรังไข่หรือฮอร์โมนในร่างกาย หรืออาจมีความผิดปกติทางโครงสร้าง (กายวิภาค) ของมดลูก หรือช่องคลอด เช่น เยื่อพรหมจรรย์ไม่เปิด ไม่มีมดลูก รังไข่ หรือช่องคลอดมาแต่กำเนิด เป็นต้น

แต่ส่วนมากจะมีสาเหตุจากการเจริญเติบโตเป็นสาว (แตกเนื้อสาว) ช้าโดยธรรมชาติ โดยไม่มีความผิดปกติใด ๆ เกิดขึ้น และมักจะมีประจำเดือนมาก่อนอายุครบ 16 ปี ถ้าเลยจากนี้ไปแล้วก็น่าจะมีสาเหตุที่ผิดปกติต่าง ๆ

ภาวะประจำเดือนขาด ที่พบได้บ่อย ก็คือ การตั้งครรภ์ การฉีดยาคุมกำเนิด หลังคลอดบุตร หรือให้นมบุตร ความเครียดทางจิตใจ เป็นต้น ส่วนน้อยอาจมีสาเหตุจากกลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่ชนิดหลายถุง เนื้องอกของต่อมใต้สมอง ต่อมหมวกไตหรือรังไข่ การผ่าตัดมดลูกหรือรังไข่ทั้ง 2 ข้าง โรคชีแฮน โรคคุชชิง ตับแข็ง ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ภาวะไตวายเรื้อรัง ภาวะโลหิตจาง รูปร่างผอมหรืออ้วนไป ร่างกายอ่อนแอจากการเจ็บป่วยเรื้อรัง เป็นต้น

สาเหตุดังกล่าวได้สรุปไว้ใน ตรวจอาการประจำเดือนขาด/ไม่มา


อาการ

ภาวะประจำเดือนไม่เคยมา บิดามารดาหรือตัวผู้ป่วยเอง สังเกตว่าประจำเดือนครั้งแรกยังไม่มา ทั้ง ๆ ที่เลยอายุควรจะมีประจำเดือน (อายุเลย 14 ปี)

โดยทั่วไปมักจะไม่มีความผิดปกติอื่น ๆ นอกจากมีสาเหตุจากความผิดปกติเกี่ยวกับรังไข่หรือฮอร์โมนก็อาจไม่มีการเจริญเติบโตทางเพศ เช่น หน้าอกแฟบเหมือนผู้ชาย ไม่มีขนรักแร้ หรือขนที่อวัยวะเพศ เป็นต้น

ในรายที่เกิดจากเยื่อพรหมจรรย์ไม่เปิด (imperforate hymen) ผู้ป่วยมักมีเลือดประจำเดือนออกทุกเดือน แต่จะคั่งอยู่ในช่องคลอดเพราะเยื่อพรหมจรรย์ปิดกั้นไว้ ผู้ป่วยอาจรู้สึกปวดท้องเป็นประจำทุกเดือน และอาจตรวจพบเยื่อพรหมจรรย์โป่งพองขึ้น เนื่องจากมีก้อนเลือดที่คั่งในช่องคลอดคอยดันเยื่อนี้ให้โป่งออก

ภาวะประจำเดือนขาด ผู้ป่วยซึ่งปกติเคยมีประจำเดือนมาเป็นประจำทุกเดือน อยู่ ๆ ก็ไม่มีประจำเดือนมา ส่วนมากจะไม่มีความผิดปกติอื่น ๆ นอกจากในรายที่เกิดจากการตั้งครรภ์ อาจมีอาการแพ้ท้อง

ในรายที่เกิดจากเนื้องอกของรังไข่ ต่อมหมวกไต หรือต่อมใต้สมอง อาจมีอาการผิดปกติ เช่น ปวดศีรษะเรื้อรัง ตามืดมัวลงเรื่อย ๆ มีหนวดและขนขึ้นผิดธรรมชาติ น้ำนมออกผิดธรรมชาติ เป็นต้น

ในรายที่เป็นโรคชีแฮน ก็อาจมีอาการอ่อนเพลีย เฉื่อยเนือย เต้านมแฟบ ขนรักแร้และขนที่อวัยวะเพศร่วง

ในรายที่เกิดจากโรคกังวลหรือซึมเศร้า ก็มักมีความวิตกกังวล นอนไม่หลับ เบื่อหน่าย ท้อแท้สิ้นหวัง

นอกจากนี้ อาจมีอาการแสดงต่าง ๆ ตามสาเหตุที่พบ เช่น กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่ชนิดหลายถุง โรคคุชชิง ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ไตวายเรื้อรัง ซีด เป็นต้น


ภาวะแทรกซ้อน

ขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนไม่มาหรือขาดประจำเดือน เช่น การตั้งครรภ์ กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่ชนิดหลายถุง โรคคุชชิง ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ไตวายเรื้อรัง ภาวะซีด เป็นต้น


การวินิจฉัย

แพทย์จะวินิจฉัยขั้นต้นจากอาการ และตรวจหาสาเหตุโดยการตรวจภายในช่องคลอด ตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ เอกซเรย์ และอาจต้องทำการตรวจพิเศษอื่น ๆ


การรักษาโดยแพทย์

แพทย์จะให้การดูแลรักษา ดังนี้

1. ภาวะประจำเดือนไม่เคยมา ถ้ามีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย แพทย์จะตรวจหาสาเหตุ แล้วให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ

ในรายที่เกิดจากเยื่อพรหมจรรย์ไม่เปิด อาจต้องผ่าตัดเปิดให้มีทางระบายของเลือดประจำเดือน

ในรายที่ร่างกายมีการเจริญเติบโตตามปกติ (เช่น มีการเจริญของเต้านม มีขนรักแร้ และขนอวัยวะเพศขึ้นตามปกติ) และไม่มีอาการปวดท้อง หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ อาจรอดูจนอายุเกิน 16 ปี ถ้ายังไม่มีประจำเดือนมา แพทย์ก็จะทำการตรวจหาสาเหตุ แล้วให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ

2. ภาวะประจำเดือนขาด ถ้ามีความผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย หรือสงสัยว่ามีสาเหตุที่ร้ายแรง แพทย์ก็จะทำการตรวจหาสาเหตุ แล้วให้การรักษาตามสาเหตุที่พบ

ถ้าเกิดจากการตั้งครรภ์ หรือโรคกังวลใจ ก็ให้การรักษาตามสาเหตุ

ในรายที่ไม่มีสาเหตุแน่ชัด และร่างกายเป็นปกติดีทุกอย่าง อาจรอดูสัก 3 เดือน ถ้ายังไม่มีประจำเดือนมา แพทย์ก็จะทำการตรวจพิเศษเพิ่มเติม


การดูแลตนเอง

ถ้าอายุเกิน 16 ปี แล้วประจำเดือนยังไม่มา หรือเคยมีประจำเดือน แต่ประจำเดือนขาดหายไป หรือสงสัยมีความผิดปกติเกี่ยวกับประจำเดือน ควรปรึกษาแพทย์

เมื่อตรวจพบว่ามีความผิดปกติของประจำเดือน ควรดูแลตนเอง ดังนี้

    รักษา กินยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
    ติดตามรักษากับแพทย์ตามนัด

ควรกลับไปพบแพทย์ก่อนนัด ถ้ามีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

    ดูแลรักษาแล้วอาการไม่ทุเลา
    ในรายที่จำเป็นต้องกินยาต่อเนื่อง มีการขาดยา ยาหายหรือกินยาไม่ได้
    ในรายที่แพทย์ให้ยากลับไปกินต่อที่บ้าน กินยาแล้วสงสัยเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น มีลมพิษ ผื่นคัน ตุ่มพุพอง ตาบวม ปากบวม ปวดท้อง ท้องเดิน คลื่นไส้ อาเจียน จุดแดงจ้ำเขียว หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ


การป้องกัน

ขึ้นกับสาเหตุที่ทำให้ประจำเดือนไม่มาหรือขาดประจำเดือน เช่น การตั้งครรภ์ กลุ่มอาการถุงน้ำรังไข่ชนิดหลายถุง โรคคุชชิง ภาวะต่อมไทรอยด์ทำงานเกิน ไตวายเรื้อรัง ภาวะซีด เป็นต้น

ข้อแนะนำ

อาการประจำเดือนไม่มาหรือขาดประจำเดือนอาจเกิดจากสาเหตุได้หลากหลาย หากมีอาการผิดปกติเกี่ยวกับประจำเดือน ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาตามสาเหตุที่พบ (ตรวจอาการประจำเดือนขาด/ไม่มา)

14
ซ่อมบำรุงอาคาร: ท่อแอร์ตัน แก้อย่างไร?

หลายบ้านคงต้องเคยพบกับปัญหาน้ำแอร์หยด ถือเป็นปัญหาที่มักเกิดขึ้นได้บ่อยกับแอร์บ้าน ไม่ว่าจะยี่ห้อใดก็ตาม เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจาการประกอบและติดตั้งเป็นหลัก และเมื่อเกิดน้ำหยดแล้วก็มักเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะแอร์ที่ติดตั้งในห้องนอน เพราะมักมีน้ำหยดลงบนที่นอน ทำให้เปิดแอร์นอนไม่ได้ โดยปัญหาดังกล่าวนี้ เกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ไม่ได้ล้างแอร์ตามเวลาที่เหมาะสม ทำให้แผ่นกรองอากาศสกปรก สะสมฝุ่นละอองจนเกิดการอุดตัน

นอกจากเป็นสาเหตุทำให้แอร์ไม่ค่อยเย็นแล้ว ยังทำให้น้ำจับตัวกันเป็นก้อนกลายเป็นน้ำแข็ง ทำให้ไม่สามารถระบายความเย็นได้ทัน พอน้ำแข็งละลายทำให้เกิดหยดน้ำไหลออกมาจากตัวเครื่องหยดลงพื้นได้ ช่างแอร์ส่วนใหญ่จึงแนะนำให้ล้างแอร์ทุกๆ 6 เดือน นอกจากนี้ ยังมีสาเหตุมาจากการที่ท่อแอร์ตัน ซึ่งปัญหาการรั่วไหลของเครื่องปรับอากาศนั้น เกิดจากสิ่งสกปรกที่อยู่ด้านในของเครื่องปรับอากาศ ทำให้น้ำในเครื่องปรับอากาศนั้นไม่ได้ไหลออกมาจากท่อระบายน้ำที่ต่อออกมาสู่ด้านนอกนั่นเอง วันนี้ทางเราจะมาแนะนำวิธีการแก้ไขท่อแอร์ตัน ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่จะทำให้เกิดการรั่วซึมของของเหลวภายในเครื่องปรับอากาศ ที่หลายคนอาจจะกังวลใจหรือมักจะพบได้บ่อย

ในปัจจุบันแอร์ ได้รับความนิยมเป็นอย่างกว้างขวางในปัจจุบันเพราะมีรูปร่างที่กะทัดรัด เล็กและเหมาะสมกับพื้นที่ห้องที่มีขนาดเล็ก นอกจากช่วยทำความเย็นแล้ว ยังช่วยทำให้อากาศสะอาด ช่วยให้อากาศภายในห้องไหลเวียน ไม่อึดอัด และยังช่วยควบคุมความชื้น ซึ่งประโยชน์เหล่านี้จะส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของเราด้วย เราจึงจำเป็นที่จะต้องล้างทำความสะอาดอย่างถูกต้องหรือต้องใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาล้างแอร์ตามเวลาที่เหมาะสม เพราะไม่เช่นนั้น อาจจะทำให้แอร์เสื่อมสภาพได้ และยังทำให้เราเสียสุขภาพอีกด้วย

สำหรับวิธีการทำความสะอาดท่อแอร์นั้น ก็สามารถทำได้โดยเริ่มจากไปที่เครื่องปรับอากาศหน่วยกลางแจ้ง ซึ่งมีท่อระบายน้ำสำหรับเครื่องปรับอากาศ ซึ่งในปกติแล้วน้ำจะไหลออกมาทางท่อระบายนี้ ในขณะที่เครื่องปรับอากาศกำลังทำงาน ให้เป่าเข้าไปในท่อระบายน้ำของเครื่องปรับอากาศด้านนอกเพื่อเป็นการเป่าฝุ่นที่อยู่ในเครื่องปรับอากาศ วิธีการง่ายๆนี้สามารถแก้ไขปัญหาฝุ่นที่ติดในเครื่องปรับอากาศได้ หรือจะใช้วิธีการนำเครื่องดูดฝุ่นมาดูดที่ปากท่อระบายน้ำของเครื่องปรับอากาศ เครื่องดูดฝุ่นจะทำหน้าที่ดูดฝุ่นจากเครื่องปรับอากาศออกมา วิธีการก็คือ นำปากเครื่องดูดฝุ่นกับปากท่อระบายน้ำของเครื่องปรับอากาศมาต่อกัน

แต่ต้องให้ปากท่อระบายน้ำตั้งขึ้น และกดดูดฝุ่นโดยไม่ให้มีช่องว่างในปากเครื่องดูดฝุ่น เพื่อจะให้เครื่องดูดฝุ่นทำการดูดฝุ่นและทำความสะอาดสิ่งสกปรกที่อยู่ภายในตัวเครื่องปรับอากาศได้และหากพบว่ามีตะไคร้น้ำก็ควรรีบทำความสะอาด อย่าลืมสับเบรกเกอร์ลงก่อนเสมอทุกครั้งที่มีการทำงานกับแอร์ อย่างไรก็ตาม ถ้าเราหมั่นดูแลรักษาความสะอาดของแอร์ ก็จะช่วยทำให้ประหยัดพลังงาน ประหยัดค่าซ่อมบำรุง และยืดอายุการทำงานของเครื่อง นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดความปลอดภัยต่อสุขภาพอนามัยของผู้ใช้และผู้อยู่อาศัย


เนื่องจากการล้างทำความสะอาดเครื่องปรับอากาศอยู่เสมอ จะช่วยขจัดเอาฝุ่นละออง เชื้อโรค เชื้อรา ที่เกาะติดอยู่กับส่วนต่าง ๆ ของเครื่อง และที่ล่องลอยอยู่ในอากาศภายในห้องออกไปด้วย เพราะฝุ่นละอองที่ล่องลอยอยู่ในอากาศจะถูกดักจับโดยแผงกรองฝุ่น ที่เรียกว่า ฟิลเตอร์ เป็นเชื้อโรค เชื้อรา เหล่านี้ อาจเป็นสาเหตุของการทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ได้ เช่น โรคภูมิแพ้ วัณโรค หรือโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องของความสะอาดจึงเป็นเรื่องที่เราไม่ควรละเลย

 
อย่างไรก็ตาม เครื่องปรับอากาศ ก็ยังมีความจำเป็นของใครหลายๆคน หากจะเลือกซื้อแอร์สักเครื่อง ก็ควรเลือกให้เหมาะสมกับการใช้งาน ทาง เราอยากให้ทุกคนได้เลือกเครื่องปรับอากาศที่มีประสิทธิภาพในการใช้งานที่เหมาะสมกับคุณ ทางเรามีบริการดูแลระบบเครื่องปรับอากาศภายในอาคาร ที่มีคนจำนวนมาก เพื่อที่จะได้สามารถใช้งานเครื่องปรับอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเราถือว่า ระบบปรับอากาศและหมุนเวียนอากาศเป็นสิ่งจำเป็นมาก เพราะผู้คนส่วนใหญ่ในปัจจุบันมักจะใช้ชีวิตในภายในอาคาร นั่นถือว่าเป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าเราได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์และสะอาดเข้าไป ก็จะทำให้เรามีสุขภาพที่ดี สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้สดชื่น สบายมากยิ่งขึ้น

15
ชุดปฏิบัติธรรม ชุดแม่ชี เราเป็น โรงงานผลิตโดยตรง
ตัดเย็บปราณีต ทรงสวย เรียบหรู ดูสง่างดงาม
ผลิตจาก ผ้าฝ้ายแท้ 100% เกรดพรีเมียม

ชุดปฏิบัติธรรม ชุดขาวไปวัด ชุดแม่ชี
– ราคาแยกรายชิ้น –
ทอย้อมจากโรงงานอุตสาหกรรมชั้นดี
พร้อมส่งทุกไซส์
(กรณีสั่งตัดไซส์พิเศษ รอผลิต 7-10 วัน)
จัดส่งฟรี‼ เมื่อลูกค้าโอนชำระ
มีบริการเก็บเงินปลายทาง (+ตัวละ 10.-)

รับตัดชุดขาวไซส์ใหญ่พิเศษ
หมดกังวล หาไซส์ไม่ได้ ทางร้านเป็นโรงงานผลิตโดยตรง
สามารถสั่งตัดชุดได้ตามความต้องการ รอผลิต 7-10 วันทำการ

ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ

สัมผัสประสบการณ์ใหม่
จากผ้าฝ้ายแท้ 100%
 นุ่มสบาย ไม่ร้อน ไม่ระคายคือง
ใส่ใจทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดสรรเนื้อผ้า
การตัดเย็บ รวมไปถึงการจัดส่งแบบปกติ
และจัดส่งเร่งด่วน (Kerry EMS Grab)

ชุดขาวปฎิบัติธรรม ชุดขาวหญิง ชุดแม่ชี คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด

ชุดปฎิบัติธรรมชาย คุณภาพ
เน้นคุณภาพใส่ใจทุกขั้นตอน ตัดเย็บงานผ้าฝ้ายคุณภาพ (cotton 100%)
สวมใส่สบาย ระบายความร้อนได้ดี ไม่อึดอัด


ร้านอริยทรัพย์ ชุดขาวปฏิบัติธรรม
เบอร์มือถือ :  092-926-4142 , 063-289-5356
Facebook : ชุดขาวปฎิบัติธรรม อริยทรัพย์
Instagram : ariyasub.shop
ID Line : @ariyasub (มี@)
เว็บไซด์: https://ariyasub99.com/
สนใจตัดชุดขาวไซซ์พิเศษ ติดต่อมาได้เลยค่ะ


หน้า: [1] 2 3 ... 24