ผู้เขียน หัวข้อ: วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ วัคซีนที่ควรฉีดในช่วงการระบาดโรคโควิด-19  (อ่าน 13 ครั้ง)

siritidaphon

  • Sr. Member
  • ****
  • กระทู้: 356
  • ซื้อขายสินค้ายานยนต์ โพสฟรีสินค้าทั่วไทย
    • ดูรายละเอียด
วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ วัคซีนที่ควรฉีดในช่วงการระบาดโรคโควิด-19

วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ (Pneumococcal Vaccine) เป็นหนึ่งในวัคซีนสำคัญที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ฉีดในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 นอกเหนือจากวัคซีนโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ประจำปี เพราะโรคปอดอักเสบอาจก่อให้เกิดอาการที่รุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากกว่าที่หลายคนคาดคิด

จริง ๆ แล้ว ปอดอักเสบเป็นโรคติดต่อที่เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส (Pneumococcus) การติดเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 (COVID-19) ในบางกรณียังเป็นผลมาจากไข้หวัดใหญ่หรือการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ ที่ผู้ป่วยเป็นอยู่ก่อน

วัคซีนป้องกันปอดอักเสบ

ในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 นี้ เราควรฉีดวัคซีนป้องกันโรคตามที่แพทย์แนะนำ เพื่อลดความเสี่ยงและความรุนแรงของโรคในอนาคต พบแพทย์จึงอยากชวนทุกคนมาเตรียมความพร้อมก่อนการฉีดวัคซีนปอดอักเสบผ่านคำถามเหล่านี้กัน


1. วัคซีนป้องกันปอดอักเสบมีกี่ชนิด

ในปัจจุบัน วัคซีนปอดอักเสบจะป้องกันเฉพาะเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส แม้จะป้องกันได้ไม่ครบทุกสายพันธุ์ แต่จะครอบคลุมสายพันธุ์ที่พบได้บ่อยและก่อโรครุนแรงอยู่แล้ว โดยวัคซีนปอดอักเสบจะผลิตจากเชื้อแบคทีเรียที่ตายแล้วจึงไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อในร่างกาย

วัคซีนป้องกันปอดอักเสบสำหรับผู้ใหญ่แบ่งออกเป็น 2 ชนิด ได้แก่

    วัคซีนป้องกันปอดอักเสบชนิดคอนจูเกต 13 สายพันธุ์ (Pneumococcal Conjugate Vaccine: PCV13) เป็นวัคซีนที่เกิดจากการนำแอนติเจน (Antigen) ของเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัส ไปจับกับโปรตีนพาหะชนิดหนึ่ง เพื่อให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งขึ้นและป้องกันโรคได้นานขึ้น ซึ่งครอบคลุมปอดอักเสบทั้งชนิดไม่ลุกลามและชนิดลุกลาม โดยแนะนำให้ใช้ในเด็กอายุ 6 สัปดาห์ขึ้นไป ผู้ที่มีโรคประจำตัว และผู้สูงอายุที่แพทย์เห็นสมควร
    วัคซีนป้องกันปอดอักเสบชนิดโพลีแซคคาไรด์ 23 สายพันธุ์ (Pneumococcal Polysaccharide Vaccine: PPSV23) วัคซีนชนิดนี้จะใช้แอนติเจนเพียงอย่างเดียวในการกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย โดยมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคที่ประมาณ 3–5 ปี แต่ไม่อาจกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกายในเด็กอายุต่ำกว่า 2 ปีได้


2. ทำไมเราควรฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19

ปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมคอคคัสมักก่อให้เกิดอาการในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไอ หายใจลำบาก มีไข้ หรือรู้สึกไม่สบาย ทว่าหากผู้ป่วยมีโรคประจำตัวหรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงก็มีโอกาสเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนอันนำไปสู่การเสียชีวิตได้ เช่น ปอดบวม การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบ จึงจำเป็นจะต้องเข้ารักษาตัวในสถานพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ยิ่งในช่วงที่มีการระบาดของโรคโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ ผู้ป่วยมีโอกาสติดเชื้อนิวโมคอคคัสร่วมกับโรคดังกล่าวได้ด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้อาการที่เป็นอยู่ทวีความรุนแรงและเสี่ยงต่อการเสียชีวิตมากขึ้นอีก และที่สำคัญคือ วัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 และไข้หวัดใหญ่ไม่อาจป้องกันปอดอักเสบจากเชื้อแบคทีเรียนิวโมคอคคัสได้ การฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบเพิ่มเติมจึงเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงสูง


3. ใครบ้างที่ควรฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบ

คนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อไปนี้ ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนปอดอักเสบภายใต้คำแนะนำของแพทย์ เนื่องจากอาจมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดปอดอักเสบมากกว่าคนทั่วไป ได้แก่ ผู้มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรือโรคประจำตัวในทุกช่วงวัย เช่น โรคหืด โรคปอด โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไต หรือโรคตับ เป็นต้น

รวมไปถึงผู้ติดสุราเรื้อรัง ผู้ที่สูบบุหรี่เป็นประจำ ผู้ที่ไม่มีม้ามหรือม้ามทำงานผิดปกติ ผู้ที่น้ำไขสันหลังรั่ว ผู้ที่ใส่ชุดประสาทหูเทียม ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอจากปัญหาสุขภาพอย่างโรคมะเร็ง หรือการติดเชื้อเอชไอวี การทำเคมีบำบัด การใช้ยาบางชนิด และการปลูกถ่ายอวัยวะ

 โดยผู้ใหญ่ที่มีภูมิคุ้มกันแข็งแรงและไม่เคยฉีดวัคซีนปอดอักเสบมาก่อนควรเริ่มที่วัคซีน PCV13 แล้วเว้นระยะห่าง 1 ปี จึงฉีดวัคซีน PPSV23 สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับชนิดของวัคซีนปอดอักเสบที่ควรฉีดและระยะเวลาในการฉีดที่เหมาะสม


4. วัคซีนป้องกันปอดอักเสบฉีดร่วมกับวัคซีนอื่นได้หรือไม่

หลายคนอาจเป็นกังวลเกี่ยวกับฉีดวัคซีนปอดอักเสบหรือไข้หวัดใหญ่ร่วมกับวัคซีนโรคโควิด-19 แต่จริง ๆ แล้วผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เด็กและผู้ใหญ่ฉีดวัคซีนปอดอักเสบและไข้หวัดใหญ่ในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เนื่องจากมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าผลเสีย 

ทั้งนี้ ผู้ใหญ่อาจฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบพร้อมวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ในวันเดียวกัน แต่สำหรับวัคซีนโรคโควิด-19 ควรฉีดห่างจากวัคซีนปอดอักเสบ หรือวัคซีนชนิดอื่น ๆ อย่างน้อย 14 วัน หากผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนมีข้อสงสัยใด ๆ ควรปรึกษาหรือขอคำแนะนำจากแพทย์ก่อนเสมอ


5. ผลข้างเคียงของวัคซีนป้องกันปอดอักเสบมีอะไรบ้าง

วัคซีนป้องกันปอดอักเสบมักไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่รุนแรงต่อร่างกาย ผู้รับการฉีดวัคซีนอาจพบเพียงอาการปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีดยา มีไข้ เบื่ออาหาร หงุดหงิดง่าย รู้สึกเหนื่อย ปวดศีรษะ หรือปวดกล้ามเนื้อ บางรายอาจเกิดอาการแพ้วัคซีนที่รุนแรง (Anaphylaxis) แต่ก็พบได้น้อยมาก


6. เตรียมความพร้อมก่อนการฉีดวัคซีนป้องกันปอดอักเสบได้อย่างไร

วัคซีนป้องกันปอดอักเสบจะฉีดโดยแพทย์หรือเจ้าหน้าที่พยาบาล ผู้เข้ารับการฉีดวัคซีนจึงควรปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด โดยในเบื้องต้นควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดมาก ๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์และคาเฟอีน หากพบความผิดปกติหรืออาการป่วยใด ๆ ควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบก่อนการฉีดวัคซีน 


7. วิธีอื่น ๆ ในการป้องกันปอดอักเสบมีอะไรบ้าง

นอกเหนือจากการฉีดวัคซีนป้องกันโรคยังมีอีกหลายวิธีที่ควรทำควบคู่กัน โดยต้องอาศัยความมีวินัย ความระมัดระวัง และควรฝึกให้เป็นนิสัย จึงจะลดความเสี่ยงของการเกิดโรคได้มากที่สุด เช่น หมั่นล้างมือให้สะอาดเป็นประจำ สวมหน้ากากอนามัยหรือปิดปากด้วยผ้าเช็ดหน้าหรือกระดาษทิชชู่ขณะไอหรือจาม งดสูบบุหรี่ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรงทั้งจากการออกกำลังกาย การนอนหลับ หรือการรับประทานอาหาร เป็นต้น 

วัคซีนป้องกันปอดอักเสบจัดเป็นวัคซีนเสริม ไม่ใช่วัคซีนพื้นฐานฟรีที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐบาล จึงมีค่าใช้จ่ายในการฉีดวัคซีนแตกต่างกันไปตามแต่ละสถานพยาบาล ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงความจำเป็นร่วมกับแพทย์แล้วจะเลือกฉีดหรือไม่ก็ได้ แต่วัคซีนชนิดนี้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีในการเสริมสร้างเกราะป้องกันร่างกายให้กับผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง หรือหากมีสุขภาพดีอยู่แล้ว แต่กังวลและอยากฉีดป้องกันไว้ก่อนก็ทำได้เช่นกัน

สุดท้ายนี้ เนื่องจากโรคปอดอักเสบมักก่อให้เกิดอาการที่คล้ายกับโรคโควิด-19 ไข้หวัดใหญ่ และโรคในระบบทางเดินหายใจอื่น ๆ เช่น ไอ หายใจลำบาก มีไข้ เบื่ออาหาร รู้สึกไม่สบาย หรือปวดศีรษะ หากมีอาการเข้าข่าย ควรแจ้งให้แพทย์ทราบ เพื่อเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่ตรงจุด